วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555


ประวัติเทพนิยายกริมม์

เทพนิยายกริมม์ เกิดขึ้นจากความสนใจอย่างลึกซึ้งในด้านภาษา ไวยกรณ์ และประวัติศาสตร์ของสองพี่น้อง เจคอบ กริมม์ (Jacob Grimm) และวิลเฮล์ม กริมม์ (Wilhelm Grimm) ชาวเยอรมัน โดย นิทานของพวกเขารวบรวมขึ้นจากคำบอกเล่าที่ได้ฟังมา และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1812 ด้วยชื่อ Children’s and Household Tales (นิทานสำหรับเด็กและนิทานประจำบ้าน) ซึ่งในภาษาอังกฤษมักเรียกกันว่า Grimm’s Fairy Tales (เทพนิยายกริมม์)

เทพนิยายกริมม์
Google วันนี้ 20 ธันวาคม ครบรอบ 200 ปี เทพนิยายกริมม์

ในช่วงแรกได้รับเสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ด้วยเรื่องราวที่มิได้สวยงามอ่อนหวาน ดังที่ได้อ่านกันในปัจจุบัน แต่ต่อมาภายหลังมีการขัดเกลาเนื้อเรื่องให้น่าอ่านมากขึ้น และเมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ยังมีการตัดทอนเนื้อหาที่ล่อแหลม หรือรุนแรง บางส่วนออกไปด้วย นิทานจากสองพี่น้องตระกูลกริมม์นั้น มีจินตนาการหลากหลาย ทั้งเวทมนตร์วิเศษ ภูตเอลฟ์ตัวเล็ก ยักษ์ตัวใหญ่ สัตว์ที่กลายเป็นคน และคนที่แปลงร่างเป็นสัตว์ได้ รวมถึงนิยมขึ้นต้นด้วยวลีว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เรื่องที่รู้จักกันดี เช่น สโนว์ไวท์, ซินเดอเรลลา, ราพันเซล, เจ้าหญิงนิทรา และหนูน้อยหมวกแดง เป็นต้น
สโนว์ไวท์
สโนว์ไวท์

ซินเดอเรลลา
ซินเดอเรลลา

ราพันเซล
ราพันเซล

หนูน้อยหมวกแดง
หนูน้อยหมวกแดง

ตลอดชีวิตพวกเขาทำงานอยู่ใกล้ชิดกัน แม้การลงนามในสัญญาต่างๆ ก็ยังใช้ชื่อร่วมว่า “พี่น้องตระกูลกริมม์” โดยนอกจากผลงานนิทานที่ได้รับความนิยมแล้ว ยังเป็นผู้ศึกษาภาษาเก่าแก่ และเป็นผู้มีอิทธิพลในการเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยในเยอรมนีอีกด้วย แม้ปัจจุบันสองพี่น้องตระกูลกริมม์ จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานยังคงมีชีวิตอยู่ตราบจนทุกวันนี้
พี่น้องตระกูลกริมม์
พี่น้องตระกูลกริมม์


วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555


อะไรคือ "พายุสุริยะ"
ปรากฏการณ์ "พายุสุริยะ" ทำให้ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานประจุไฟฟ้าออกมายังโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ซึ่งประจุไฟฟ้าที่ ส่งออกมาคือสิ่งที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของ "ภูมิอากาศ" และ "ระบบธรณีวิทยา" บนโลก
แล้วปรากฏการณ์พายุสุริยะเกิดขึ้นได้อย่างไร !
การจะเกิดพายุสุริยะได้ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1) ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2) เกิดปรากฏการณ์เรียงตัวกันเป็นระนาบในทางช้างเผือก และ 3) มีรังสีคอสมิก
ขณะเดียวกัน เมื่อปี 2551 องค์การนาซาได้ตรวจพบ "รูรั่ว" ในสนามแม่เหล็กโลกที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคาดไว้ และยังพบชั้นบรรยากาศของโลกที่หดตัวลงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้เปรียบเสมือนสิ่งที่เป็นเกราะป้องกันรังสีจากนอกโลกไว้
ประเด็นคือยิ่งปริมาณ "รังสีคอสมิก" เข้ามามากเท่าไหร่ จะเกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศในโลก จะมีน้ำก่อตัวมากขึ้น 
ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อปี 1978 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งเคยคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในช่วงเร็ว ๆ นี้ระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ในอวกาศ ทำให้มี "รังสีคอสมิก" เข้ามาในระบบสุริยะมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ
สมมติฐานนี้ได้ถูกคอนเฟิร์มแล้ว เมื่อปี 2009 จากข้อมูลของดาวเทียม voyager 1 และ 2 ของนาซาที่โคจรอยู่บริเวณขอบของระบบสุริยะ
จึงตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศ ทั่วโลกที่กำลังมีความเคลื่อนไหว อาทิ พม่าย้ายเมืองหลวงไปที่เนปิเดา ห่างชาย ฝั่งทะเล 400 กิโลเมตร เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ อเมริกากำลังสร้างเมืองลอยน้ำ นอรเวย์ย้ายฐานทัพทหารลงใต้ดิน รัสเซียกำลัง สร้างฐานทัพและหลุมหลบภัยใต้ดิน 5 พันแห่ง ฯลฯ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ !
สัญญาณบอกเหตุ 1-3 วัน
         ย้อนกลับมาดูผลศึกษาเหตุการณ์ในอดีต พบว่าเมื่อปี 1859 พายุสุริยะเคยเกิดขึ้นทำให้ระบบสายส่งโทรเลขขัดข้อง มีเจ้าหน้าที่ถูกไฟฟ้าชอร์ตเพราะพลังงานเหล่านี้ถูกส่งผ่านจากชั้นบรรยากาศ
         ถัดมายุคปัจจุบัน เริ่มจากวิกฤตอุทกภัยในภาคกลางของประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 2554 ได้เกิดพายุสุริยะขึ้น เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีการระเบิดอย่างรุนแรง โดยหน่วยงาน spaceweather.com ของสหรัฐทำนายว่า ในวันที่ 26 กันยายน จะเกิดประจุไฟฟ้ามาตกกระทบที่ขอบโลก ด้านนอก และตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ปริมาณน้ำก็เพิ่มขึ้นมากและเกิดน้ำท่วมต่อมา และในวันเดียวกันที่ประเทศสเปนยังมีภูเขาไฟระเบิดอีกด้วย  
 ล่าสุดกับ "น้ำท่วมภาคใต้" ปรากฏว่าตรวจพบพายุสุริยะเมื่อ 26 ธันวาคม จากนั้น 28  ธันวาคม  2554 เกิดฝนตกหนัก และวันที่ 30-31 ธันวาคม 2554 น้ำก็ท่วม ส่วนการเกิดคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ปีที่ผ่านมา ก็ตรวจพบดวงอาทิตย์มีการระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้ "จุดดับ" บนดวงอาทิตย์เกิดการหดหรือขยายตัว จึงมีการตั้งข้อสังเกต หากจุดดับบนดวงอาทิตย์หดหรือขยายตัว จะสัมพันธ์กับการเกิด แผ่นดินไหวบนโลก นั่นหมายความว่า ก่อนจะเกิดปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ จะมีพายุสุริยะหรือการระเบิดของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน เฉลี่ย 1-3 วัน
         เลี่ยงน้ำท่วมอีก 4 ปี การบรรยายในวันนั้นมีข้อสรุปแบบฟันธงว่า ระหว่างปี 2012-2015 ยังมีโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะเกิดปฏิกิริยาพายุสุริยะได้ตลอด แต่  ไม่ขอฟันธงว่า ภัยพิบัติธรรมชาติจะเกิดขึ้นในเมืองไทยหรือประเทศอื่น แต่เชื่อว่าแนวโน้มสภาพอากาศ แปรปรวน ปัญหาน้ำท่วมยังคงมีอยู่ และมีโอกาสจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2015 ความถี่การเกิดพายุสุริยะจะลดลง จนกว่าจะผ่านไปอีก 11 ปี ที่วงรอบการเกิดพายุสุริยะถี่จะกลับมา ระหว่างนี้ คนไทยจึงไม่ควรประมาทกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น "สำหรับประเทศไทย ปัญหาน้ำท่วม บอกไม่ได้ ว่าเกิดที่ไหน รุนแรงเท่าใด แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่ ช่วงระหว่างปี 2012-2015 เมื่อคำนวณจากปรากฏการณ์พายุสุริยะ"


ภัยพายุสุริยะธันวาคม 2012 จะรับมืออย่างไร 
พายุสุริยะ 2012 ไปเกี่ยวอะไรกับปฏิทินสิ้นโลกของชาวมายา เป็นความบังเอิญทางวิทยาศาสตร์ที่มาลงตัวพอดีกับความเชื่อ
ก่อนอื่นผมขออธิบายเป็นน้ำจิ้มว่า "พายุสุริยะ" คืออะไร จากข้อมูลขององค์การนาซ่าแห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าพ่อใหญ่แห่งวงการอวกาศโลก ชี้แจงว่าทุกๆ 11 ปี ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะกลับหัวกลับหางจากเหนือเป็นใต้ เป็นเหตุให้ "จุดดับ" บนผิวดวงอาทิตย์ออกฤทธิ์เปล่งพลังงานมหาศาลออกมาในอวกาศในลักษณะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก่อให้เกิดรังสีต่างๆได้แก่ รังสีแกมม่า และรังสีเอ็กเรย์ ซึ่งมีผลต่อโลกในสามระดับ กล่าวคือ
1.ระดับรุนแรงที่สุด (X-Class) ทำให้คลื่นวิทยุสื่อสารล้มเหลวทั้งโลกเป็นเวลานาน อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้การติดต่อผ่านดาวเทียมและระบบคอมพิวเตอร์จะเข้าสู่ภาวะ Blackout เรียกง่ายๆว่าระบบอิเล็กโทรนิคทั้งหลายเป็นใบ้สิ้นเชิง เราๆท่านๆที่ฝากวิถีชีวิตไว้กับโลก "ออนไลน์" คงต้องทำใจกลับไปสู่ยุคไปรษณีย์จดหมายธรรมดา นักบินมือหนึ่งที่เคยชินกับการนำร่องโดยระบบคอมพิวเตอร์และจีพีเอส ก็คงต้องหันกลับมาบังคับเครื่องแบบ "ตาดู หูฟัง" ท่านที่นิยมทำธุรกรรมออนไลน์คงต้องกลับมาสู่ระบบส่งดร๊าฟทางไปรษณีย์ และที่แน่ๆการประมูลโครงก่อสร้างระดับบิ๊กๆมหาโปรเจคหมื่นล้านที่กระทรวงการคลังคุยนักคุยหนาว่า "อี อ๊อกชั่น" คงต้องกลับมาใช้วิธียื่นซองเหมือนเดิม ส่วนบรรดาผู้มีรสนิยมไฮโซชอบเล่น 3G 4G และ Facebook คงต้องระงับความอยากไว้ชั่วคราว
2.ระดับปานกลาง (m-class) เป็นอาการเดียวกับข้อแรกแต่เกิดแบบชั่วคราว เราๆท่านๆที่เป็นนักออนไลน์ และฝากชีวิตไว้กับสื่ออิเลคโทรนิค ต้องยุติความทันสมัยชั่วคราวคงไม่ถึงกับลงแดง
3. ระดับอ่อน (c-class) ไม่มีผลอะไรเลย แบบที่วัยรุ่นเรียกว่า "ชิว ชิว"      
แผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงบริเวณที่ระบบอิเล็กโทรนิคล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โรงงานผลิตไฟฟ้าจะถูกปิดเพราะระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมล้มเหลว 
ภาพแสดงการปะทุของพลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดรังสีอันตรายพุ่งตรงมายังโลก
แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับปฏิทินโลกาวินาศ 2012 ของชาวมายา
ครับ....มันคงเป็นการบังเอิญอย่างช่วยไม่ได้ที่สองเหตุการณ์ร้ายๆนี้โคจรมาตรงกันพอดี เพราะพายุสุริยะที่เกิดจากการปะทุของดวงอาทิตย์จะเกิดทุกๆ 11 ปี ล่าสุดเกิดเมื่อปี 2003 ดังนั้นมันก็หมุนมาตรงกับปี 2012 อย่างช่วยไม่ได้ ส่วนรายละเอียดเรื่องราวของปฏิทินมายาผมได้เขียนลงคอลั่มส์เดียวกันนี้ไปแล้วหลายเดือนก่อน หลายท่านอาจตั้งคำถามว่าปี 2003 เราๆท่านๆไม่เห็นมีปัญหาอะไร  ใช่แล้วครับเพราะตอนนั้นเรายังไม่ได้พึ่งพาระบบดาวเทียมมากเท่าตอนนี้จึงไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ อีกทั้งสนามแม่เหล็กโลกซึ่งทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันคลื่นพายุสุริยะก็ทำหน้าที่ได้ดี พูดแบบภาษาหมัดมวยก็ "ยกการ์ดแน่น"  แต่ปี 2012 สถานะการณ์อาจไม่เหมือนเดิมเพราะ "สนามแม่เหล็กโลก" มีรูโหว่พอสมควรเรียกว่า "การ์ดตกแล้ว" พายุสุริยะอาจจะทะลุทะลวงเข้ามายังผิวโลกได้ง่ายทำให้เกิดอันตรายต่อระบบที่กล่าวข้างต้น  
ตามภาพนี้พายุสุริยะถูกสนามแม่เหล็กโลกปัดป้องไว้ได้อย่างเหนียวแน่น  ทำให้ไม่ระคายผิวชาวโลกเท่าใดนัก

ลึกลงไปในแกนโลกยังมีส่วนที่เป็นโลหะเหลวร้อนจัด เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วประมาณพันไมล์ต่อชั่วโมงทำให้เกิดกระแสแม่เหล็กแผ่ออกไปทั่วบริเวณ เรียกว่า "แม่เหล็กโลก (Earth's Magnetic Field) ทำหน้าที่ปกป้องบรรยากาศของโลกจากพายุสุริยะ

แสดงรูปร่างของแม่เหล็กโลกเปรียบเสมือน "หมวกกันน้อก" ป้องกันไม่ให้คลื่นอันตรายของพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์หลุดเข้ามาบรรยากาศชั้นใน
 ดาวเทียม THEMIS ขององค์การนาซ่า สำรวจในปี 2007 พบว่าสนามแม่เหล็กโลกมีรูโหว่ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Giant Breach in Earth's Magnetic Field Discovered 

ภาพจำลองโดยคอมพิวเตอร์แสดงการทะลุทะลวงของพายุสุริยะผ่านเกราะป้องกันของสนามแม่เหล็กเข้าสู่บรรยากาศชั้นในของโลก
ภาพจำลองสถานะการณ์ว่าจะเกิดอะไรบ้างเมื่อพายุสุริยะ (รังสีเอ็กซ์เรย์) ทะลุเข้ามายังบรรยากาศชั้นในของโลก ตัวที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ ระบบควบคุมการผลิตและส่งกระแสไฟฟ้า และระบบการส่งคลื่นวิทยุสื่อสาร 
เราๆท่านๆจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร
เมื่อรู้ๆอย่างนี้แล้วต้องทำใจ และลองนึกภาพดูง่ายๆว่าถ้าระบบออนไลน์ล้มเหลวอะไรจะเกิดขึ้น หรือถ้าไฟฟ้าดับสักหนึ่งอาทิตย์เราจะอยู่กันอย่างไร หากเป็นผมก็จะต้องเตรียมตัวดังนี้ครับ พอถึงต้นเดือนธันวาคม 2555
1.เบิกเงินสดออกมาสำรองไว้ที่บ้านเพราะระบบออนไลน์อาจจะไม่ทำงาน เอทีเอ็ม คงใบ้กินชั่วขณะ จัดการเรื่องธุรกรรมทางการเงินที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า (กระทรวงการคลังคงต้องหามาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งรองรับ)
2. ตุนน้ำ อาหาร พลังงานสำรอง (แก้ส ฟืน ถ่าน ไฟฉาย น้ำมัน)  และสิ่งจำเป็นไว้ที่บ้าน ควรเป็นอาหารที่ไม่ต้องแช่เย็นเพราะไฟฟ้าอาจจะดับ 
3. อย่าเดินทางโดยพาหนะเครื่องบิน และเรือที่ใช้ระบบนำร่อง จีพีเอส และคลื่นอิเล็กโทรนิคในรูปแบบต่างๆ เพราะช่วงนั้นดาวเทียมอาจถูกรบกวนจนต้องหยุดทำงานชั่วคราวส่งผลต่อการเชื่อมโยงของอุปกรณ์นำร่องที่เรียกว่า จีพีเอส และวิทยุสื่อสารการบิน 
4. ไม่ควรออกแดดมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงรังสีจากดวงอาทิตย์
มาตรการนอกเหนือจากนี้ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ "ความเชื่อ" แบบ "เด็กชายปลาบู่" แต่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เรื่องนี้อาจถูกบิดเบือนในลักษณะ "ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด" ว่าแกนของโลกจะกลับทาง หรือกลับหัวกลับหางจากขั้วโลกเหนือเป็นขั้วโลกใต้ จริงๆแล้วเป็นเรื่อการกลับหัวกลับหางของขั้วแม่เหล็กดวงอาทิตย์ซึ่งเกิดทุกๆ 11 ปี ถ้าจะถามว่า "ขั้วแม่เหล็กโลก" มีสิทธิกลับทางแบบนี้หรือไม่ องค์การนาซ่ายืนยันแล้วว่าเกิดได้ครับแต่นานมาก ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นประมาณ 740,000 ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามขั้วแม่เหล็กโลกไม่ได้อยู่นิ่งๆอย่างที่คิด แต่จะขยับเปลี่ยนที่ไปบ้างเล็กๆน้อยๆดังภาพข้างล่าง ที่แสดงตำแหน่งขั้วแม่เหล็กทิศเหนือของโลก ปี 1904 อยู่ที่บริเวณเส้นรุ้ง 70 องศาเหนือ แต่พอถึงปี 2001 ขยับขึ้นมาอยู่ที่เส้นรุ้ง 80 กว่าๆองศาเหนือ 

  
แกนโลกเปลี่ยน ?
เรื่องนี้เป็นความจริงครับ แกนโลกไม่ได้เอียง (จากแนวดิ่ง) ที่ 23.5 องศา ตายตัวตลอดกาล แต่ขยับมุมเปลี่ยนไปมาระหว่าง 21 - 24 องศา ทุกๆ 25,800 ปี ทำให้ขั้วโลกเหนือขยับเปลี่ยนดังในภาพที่อธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า Shifting North Pole โดยจุดที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อ 80,000 ปีที่แล้ว จุดที่ 2 เมื่อ 50,000 ปี จุดที่ 3 เมื่อ 17,000 ปี จุดที่ 4 ขั้วโลกเหนือปัจจุบันมาอยู่ตรงนี้เมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว   
เมื่อแกนโลก และขั้วโลกเหนือเปลี่ยนไป "ดาวเหนือ" ที่เราๆท่านๆเห็นอยู่ทุกคืนก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ดังภาพข้างล่างอธิบายว่าดาวเหนือดวงปัจจุบัน คือ โฟลารีส (Polaris) แต่อีก 13,000 ปีข้างหน้าดาวเหนือจะเป็น "เวก้า" (Vega) รอบการเปลี่ยนกินเวลาประมาณ 25,800 ปี เหตุการณ์นี้ยังมีผลต่อการเปลี่ยนของ "จักรราศี" ภาษาดาราศาสตร์เรียกว่า "การเคลื่อนที่ถดถอยของราศีในวันวสันตวิษุวัต" (Precession of vernal equinox) 
ปรากฏการณ์ทางดาราสาสตร์อันนี้สร้างความอึดอัดใจต่อ "นักโหราศาสตร์" อย่างมากเพราะวิชานี้เริ่มคิดขึ้นเมื่อประมาณสองพันกว่าปีที่แล้ว (2220 - 60 BC) โดยยึดเอากลุ่มดาวฤกษ์ที่ฉากหลังของดวงอาทิตย์เป็น "ราศี" เริ่มต้นของรอบปี ตอนนั้นวัน "วสันตวิษุวัต" ตรงกับราศีเมษ (Aries) พี่แกก็เอาราศีนี้เป็นตัวเริ่มต้นปฏิทินและยังคงใช้มาเรื่อยๆจวบจนปัจจุบัน แต่ปรากฏการทางดาราศาสตร์เปลี่ยนไปเพราะแกนโลกไม่คงที่ ทำให้กลุ่มดาวฤกษ์ในวันวสัตวิษุวัตเปลี่ยนไปจาก ราศีเมษ (Aries) เป็น ราศีมีน (Pisces)  และปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่ราศีคนแบกหม้อน้ำ (Aquarius) ดังนั้นตำราโหราศาสตร์ในปัจจุบันจึงไม่ตรงกับตำแหน่งดาวฤกษ์ที่เป็นจักรราศีจริงๆบนท้องฟ้า นักดาราศาสตร์กับนักโหราศาสตร์จึงฉายหนังเรื่องเดียวกันแต่เป็นคนละม้วน ผมเคยพูดเรื่องนี้กับท่านโหราจารย์ก็ได้คำตอบว่า รู้แล้วแต่อย่าเอ็ดไป ของมันหากินมาตั้งสองพันปีจะเปลี่ยนก็กระไรอยู่ เป็นอันว่าทางใครทางมันครับ
นักดาราศาสตร์ กับนักโบราณคดี ที่ศึกษาเรื่องราวของ "สฟิ๊งส์" กำลังมีประเด็นถกเถียงอย่างหนักถึงอายุที่แท้จริงของสิ่งมหัศจรรย์นี้ เพราะถ้าเอาข้อมูลทางดาราศาสตร์เข้าไปจับ สฟิ๊งส์น่าจะมีอายุประมาณ 10,500 ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 12,500 ปี มาแล้ว เพราะถ้าใช้สมมุติฐานว่าสฟิ๊งส์เป็นตัวแทนของ "ราศีสิงห์" (Leo) และยังพาลเข้าไปเกี่ยวกับอายุของตัวมหาปีรามิดอีก นักโบราณคดี กับนักดาราศาสตร์จึงมองหน้ากันไม่ค่อยสนิทแล้ว  ยิ่งมีข้อมูลวิจัยจากนักธรณีวิทยาระบุว่า "ร่องรอยการกัดเซาะ" ที่ฐานของสฟิ๊งส์เกิดจากการกระทำของน้ำ (Water erosion) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดยุค "น้ำแข็ง" เมื่อ 17,000 - 12,000 ปีที่แล้ว ก็ทำให้ข้อกังขาระหว่างนักโบราณคดี นักดาราศาสตร์ และนักธรณีวิทยา แต่สองฝ่ายหลังทิ้งน้ำหนักไปทางเดียวกันมากกว่า   

ร่องรอยการกัดเซาะของน้ำที่ฐานตัวสฟิ๊งส์
สรุป
การเตรียมตัวรับมือพายุสุริยะปลายปี 2012 ไม่ใช่ความเชื่อแบบ "เด็กชายปลาบู่" แต่เป็นคำเตือนทางดาราศาสตร์จากองค์การนาซ่าแห่งสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยก็ต้องหามาตรการตั้งรับอย่างถูกต้อง เพราะตอนนี้ระบบราชการและธุรกิจของประเทศอยู่ในภาวะโลกออนไลน์เต็มตัว เราฝากชีวิตไว้กับ "ดาวเทียมสื่อสาร" มากกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นไหนๆก็ไหนๆมาถึงจุดนี้แล้วหลวมตัวไปแบบเต็มๆ จะกลับไปจับจอบจัมเสียมแบบเดิมคงไม่ได้ ก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดละครับ คราวนี้แหละคงได้เห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตชาวกรุงเทพที่พึ่งพาเทคโนโลยีชั้นสูง กับชาวบ้านนอกบ้านนาที่พึ่งพาแสงตะเกียงเจ้าพายุและใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ 

10 ทฤษฎีวันสิ้นโลก Doomsday Theories นำไปสู่ วันสิ้นโลก


วันสิ้นโลก


          ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันไปทั่วโลกในขณะนี้ สำหรับทฤษฎีโลกาวินาศ หรือ ทฤษฎีวันสิ้นโลก (Doomsday Theories) ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกเร็ว ๆ นี้ ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป และประเด็นดังกล่าวก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอีกครั้งในขณะนี้ ยิ่งปี 2012 ที่เชื่อว่าจะเป็นวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึงในเวลาอีกไม่นานนี้ อีกทั้งยังมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้ทฤษฎีวันสิ้นโลกของนักวิทยาศาสตร์กลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกกันมากขึ้น ด้วยเชื่อว่ามันอาจจะเกิดขึ้นจริงตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้เคยคาดการณ์กันไว้ก็เป็นได้ 

          เว็บไซต์เทเลกราฟ ของอังกฤษ จึงได้มีการจัดอันดับปรากฏการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้น อันเป็นปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ยุคโลกาวินาศ โดยอาศัยหลักฐานต่าง ๆ มาประเมินความน่าจะเป็นของทฤษฎีต่าง ๆ และจัดอันดับความน่าจะเป็นของปรากฏการณ์สู่ยุคโลกาวินาศออกมาได้ดังนี้



             1. ปรากฏการณ์วิกฤตโลกร้อน ภายในปี 2100 นี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โลกจะร้อนขึ้นจนทำลายสมดุลทางธรรมชาติ ขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทุกอณูอากาศ และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รวดเร็ว จะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ จนโลกใบนี้มีทรัพยากรน้อยลง และในที่สุด ประชากรบนโลกก็จะอพยพหนีจากที่ที่เสียหายจากภัยพิบัติไปรวมตัวกันในพื้นที่แห่งใหม่ที่ปลอดภัยและมีทรัพยากรหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในยุคนั้นที่ทรัพยากรถูกทำลายไปจนเหลือน้อยลงแล้ว ก็จะไม่มีทรัพยากรเพียงพอต่อประชากรทั้งโลก และสิ่งที่ตามมาเป็นอันดับสุดท้ายก็คือการยื้อแย่งทรัพยากรกันเองในหมู่ประชากรโลก ท่ามกลางสภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อง ๆ จนประชากรโลกอยู่ได้อย่างลำบาก

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 7/10




             2. ปรากฏการณ์การค่อย ๆ สูญพันธุ์ของผึ้ง มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนี้ ผึ้งจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปจากโลก หลังจากที่มีการพบว่าผึ้งที่เลี้ยงอยู่ในสหรัฐกว่าครึ่งหายสาบสูญไปจากรัง จนนางพญาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เพราะไม่มีอาหาร ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่ามาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมในพืช หรืออาจมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแรงสูงก็เป็นได้ แต่จากหลักฐานที่มีการพบว่าผึ้งได้หายสาบสูญไป ก็พอจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายได้ว่า มันอาจจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันใกล้นี้ และนั่นจะส่งผลร้ายต่อพืชที่มีผึ้งเป็นตัวผลิตอย่างแน่นอน

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 7/10          



             3. ปรากฏการณ์ขาดแคลนน้ำมัน โลกใกล้เข้าสู่ยุคขาดแคลนน้ำมันอย่างสิ้นเชิงเข้าไปทุกที หลังจากมีการตรวจพบว่าปริมาณน้ำมันทั่วโลกนั้นลดลง เนื่องจากความต้องการที่มากขึ้น จากการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาทุก ๆ วัน แล้วใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการใช้งาน ก็มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นาน โลกจะถึงจุด Peak Oil หรือภาวะขาดแคลนน้ำมันชนิดที่ไม่เหลือน้ำมันเหลืออยู่เลย ซึ่งวิกฤตน้ำมันนี้จะเกิดขึ้นภายในไม่เกินปี 2020 ตราบใดที่ยังไม่มีการใช้เชื้อเพลิงอื่นแทนน้ำมัน

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 4/10




             4. ปรากฏการณ์ก่อการร้ายทำลายโลก หลังจากมีเหตุการณ์ก่อการร้าย 911 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ที่ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตกว่า 3,000 คนแล้ว กลุ่มก่อการร้ายอัลเกดาห์ จะยังคงรวมตัวกันสร้างความวุ่นวายให้กับโลกด้วยการรวบรวมอาวุธสงครามทำลายล้างโลกโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายเหมือนที่เคยเกิดขึ้น และกลุ่มก่อการร้ายนี้เองจะมุ่งเป้าไปที่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และอังกฤษก่อนเป็นอันดับแรก และส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา และจะสร้างความเสียหายหนักกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อ 9 ปีก่อนอย่างแน่นอน

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 2/10



             5. สงครามโลกครั้งที่ 3 สงครามโลกครั้งที่ 3 นี้จะเกิดขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ถูกทำลาย และก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรในหมู่ประชากรโลกครั้งใหญ่ มีการผลิตอาวุธสงครามเพื่อทำลายกันเอง และในที่สุดจะทำให้ประชากรโลกต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะพังทลาย สร้างความเสียหายไปทุกพื้นที่บนโลก หรืออีกคำทำนายหนึ่งคือสงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเป็นสงครามนิวเคลียร์ที่อาจทำลายล้างโลก เพราะมีกองทัพรูปแบบเก่าคอยจ้องจะก่อสงครามได้ตลอดเวลา

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 1.5/10



             6. ปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วในทุก ๆ 50,000 - 60,000 ปี โลกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ซึ่งมันจะทำลายล้างพื้นที่โดยรอบกว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร ก็อาจเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานลาวาที่อยู่ใต้พื้นพิภพจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่เลยทีเดียว โดยหลังจากที่เกิดภูเขาไฟแล้ว  ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบนโลกอีกครั้ง ทำให้โลกมีอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และนอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังทำนายจากการเคลื่อนไหวของลาวาใต้เปลือกโลก พบว่า มันพร้อมที่จะระเบิดออกมาแล้วภายในศตวรรษนี้

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 1/10




             7. การเปลี่ยนขั้วของสนามแม่เหล็ก โดยปกติแล้วสนามแม่เหล็กจะเปลี่ยนขั้วโดยทิ้งช่วงระยะเวลาห่างกันเฉลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 250,000 ปีต่อครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีทฤษฎีใดสามารถอธิบายใดว่าการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หากมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมส่งผลต่อโลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในบริเวณต่าง ๆ เช่น ทำให้ประเทศเขตร้อนมีหิมะตก หรือมีอากาศหนาวเหน็บจนยากที่จะปรับตัวได้ทัน เกิดพายุหมุนอย่างรุนแรง แผ่นดินไหว แต่ไม่อาจคร่าชีวิตประชากรโลกจนสูญพันธุ์ได้

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 1/10




             8. ปรากฏการณ์ภัยพิบัติจากดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์จะเกิดการปะทุครั้งใหญ่และความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกให้หายไปในชั่วพริบตา และโลกจะเกิดหายนะในปี 2012

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 0.3/10





             9. ปรากฏการณ์ดาวนิบิรุชนโลก แม้จะเป็นดาวลึกลับในตำนาน แต่นิบิรุกลับถูกเชื่อมโยงเข้ากับปรากฏการณ์วันสิ้นโลก โดยดาวนิบิรุจะมีวงโคจรทับเส้นเดียวกับวงโคจรของโลก และยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2012 นี้ มันจะเดินทางเข้าใกล้โลกมากจนสามารถมองเห็นมันใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เลยทีเดียว

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 0.2/10


มนุษย์ต่างดาว


             10. มนุษย์ต่างดาวบุกโลก แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์กันว่าอีกไม่เกิน 30 ปี มนุษย์ต่างดาวจะบุกโลก ส่วนจะทำอะไรกับโลกหรือประชากรบนโลกหรือไม่นั้น ยังไม่มีการระบุแต่อย่างใด

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 0.1/10

          ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ข้างต้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าอาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราควรตระหนักถึงคือการเตรียมตัวรับมือกับปรากฏการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมากที่สุด ที่มีความน่าจะเป็นถึง 7/10 คะแนน นั่นคือ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ในขณะนี้มีหลักฐานออกมาชัดเจน ยืนยันว่าโลกกำลังเข้าใกล้ยุคโลกร้อนเต็มทีแล้ว ก็คงถึงเวลาแล้วที่ประชากรโลกควรร่วมมือกันยื้อเวลาวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้เสียที