วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การแต่งกายของยุโรปตอนเหนือ

THE NORTHERN EUROPEANS CUSTOMES
สมัยแขกมัว (Moorish or Saracenic Spain) 
เป็นสมัยที่ประเทศสเปนอยู่ในความครอบครองของแขกมัว หรือชาวมอสเล็มอยู่ประมาณ 800 ปี การแต่งกายจะมีลักษณะผสมผสานของแขกมัวกับชาวเปอร์เซีย กางเกงที่ใช้มี 3 แบบคือ
  • กางเกงขายาว ทรงตรงรัดขา
  • กางเกงขาบานยาว
  • กางเกงขาพอง และรวมรัดที่ข้อเท้า (Pantaloon)
ผู้หญิงจะสวมกระโปรงสั้น บานและจีบ ยาวแค่เข่า บางครั้งสวมชุดทูนิคยาวคลุมกางเกง หรือกระโปรงอีกที แล้วสวม Hood ซึ่งจะคลุมตลอดศีรษะและไหล่
รองเท้าทั้งชายและหญิงจะสวมรองเท้าแตะเป็นหนังนุ่ม ๆ สีฉูดฉาด หรือหุ้มข้อ

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รับมือกับอากาศเปลี่ยนแปลง

อาการเหนื่อยเพลียเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โรค แต่คนจะรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายกำลังปรับตัวกับอากาศที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ดร.ฟรัง เฟ็กเทเลอร์ แพทย์ชาวเยอรมัน จากเมืองเบอร์ลิน กล่าวว่า เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ร่างกายเราต้องการเวลาในการปรับตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ไวกับอากาศเปลี่ยนแปลงก็คือ


1. เข้านอนเร็วขึ้น เพื่อจะได้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2. ดื่มน้ำให้มาก เนื่องจากความดันโลหิตต่ำ จะทำให้ง่วงเพลีย และการขาดน้ำก็ทำให้มีอาการดังกล่าวเหมือนกัน

3. ออกกำลังกาย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีที่สุด การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เช่น จ็อกกิ้ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือหากมีเวลาเมื่อตื่นนอนก็ควรยืดเส้นยืดสายบนเตียงนอนก่อนลุกขึ้นทำกิจธุระ

4. อาบน้ำเย็นสลับน้ำอุ่น หากจำเป็นต้องตื่นแต่เช้า งัวเงีย ไม่อยากขยับตัวเลย ลองอาบน้ำเย็นๆ ก่อน รับรองว่าจะตาสว่างทันที หรือราดน้ำเย็นที่แขนและขาเท่านั้นก็ได้นะ

5. กินอาหารย่อยง่าย ไม่ควรกินอาหารย่อยยาก เพราะมันจะเป็นภาระแก่ร่างกาย

ดอกทิวลิป




ทิวลิป เป็นดอกไม้เมืองหนาวที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของฮอลแลนด์ มีอยู่หลายสี ดอกทิวลิปจะปลูกได้
ต้องใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม คือไม่เกิน 25 องศาเซลเซียสแม้ว่าทิวลิปจะเป็นดอกไม้ที่ทำให้นึกถึงฮอลแลนด์ แต่ทั้งดอกไม้และชื่อมีที่มาจากจักรวรรดิเปอร์เชีย ทิวลิปหรือ “lale” (จากเปอร์เชีย لاله, “lâleh”) เช่นเดียวกับที่เรียกกันในตุรกี เป็นดอกไม้ท้องถิ่นของตุรกี, อิหร่าน, อัฟกานิสถาน และบางส่วนของเอเชียกลาง แม้ว่าจะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้นำทิวลิปเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของยุโรปแต่ที่สำคัญคือตุรกีเป็นผู้ทำให้ทิวลิปมีชื่อเสียงที่นั่น เรื่องที่เป็นที่ยอมรับกันก็คือ Oghier Ghislain de Busbecqไปเ ป็นราชทูตของสมเด็จพระจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนักของสุลต่านสุลัยมานมหาราชแห่งจักรวรรดิออตโตมันในปี ค.ศ. 1554 Busbecq บรรยายในจดหมายถึงดอกไม้ต่างๆ ที่เห็นที่รวมทั้งนาร์ซิสซัส ดอกไฮยาซินธ์ และทิวลิปที่ดูเหมือนจะบานในฤดูหนาวที่ดูเหมือนผิดฤดู (ดู Busbecq, qtd. in Blunt, 7) ในวรรณคดีเปอร์เชียทั้งสมัยโบราณและสมัยใหม่ต่างก็ให้ความสนใจกับดอกไม้ชนิดนี้



คำว่า “tulip” ที่ในภาษาอังกฤษสมัยแรกเขียนเป็น “tulipa” หรือ “tulipant” เข้ามาในภาษาอังกฤษจากฝรั่งเศสที่แผลงมาจากคำว่า “tulipe” และจากคำโบราณว่า “tulipan” หรือจากภาษาลาตินสมัยใหม่ “tulīpa” ที่มาจากภาษาตุรกี “tülbend” หรือ “ผ้ามัสลิน” (ภาษาอังกฤษว่า “turban” (ผ้าโพกหัว) บันทึกเป็นครั้งแรกในภาษาอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และอาจจะมาจากภาษาตุรกีอีกคำหนึ่งว่า “tülbend” ก็ได้)

เครื่องดื่มช่วยย่อย หลังอิ่มมื้อใหญ่

ใกล้ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดต่อเนื่อง หลายๆ คนคงหมายใจจะร่วมประเพณีสงกรานต์ จากนั้นก็คงต้องสังสรรค์ทานเลี้ยงมื้อใหญ่กับญาติสนิทมิตรสหาย ทว่าอาหารปริมาณมาก หากทานอิ่มเกินไป พาลจะเจออาการอาหารไม่ย่อย จุก เสียด แน่น เฟ้อ เล่นงานหลังมื้ออาหารเอาได้ในวิถีของ มุมสุขภาพ-กินดี ก็คงต้องแนะนำทางแก้ด้วยเครื่องดื่มจากผักและผลไม้ ที่มีสารอาหารสำคัญช่วยย่อย และเสริมประสิทธิภาพระบบย่อยอาหาร ด้วยคุณค่าจากสับปะรด องุ่นเขียว ผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า ขึ้นฉ่าย

คุณประโยชน์ของ สับปะรด อันอุดมด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม ช่วยย่อยโปรตีน มีเอนไซม์ชื่อ โบรเมลิน ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย ส่วน องุ่น มีวิตามินบี1 บี2 และซี รวมถึงฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก กรดทาร์ทาริก ทำให้องุ่นสามารถเพิ่มความเร็วในกระบวนการเผาผลาญอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม

ขณะที่ผักทั้งสามชนิด อย่าง ผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า ขึ้นฉ่าย เป็นส่วนผสมที่มีวิตามิน แต่สรรพคุณเฉพาะตัวนั้น ผักชีฝรั่ง สามารถแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับถ่าย หัวไช้เท้า จะคอยล้างพิษของกระเพาะอาหารและลำไส้ สุดท้าย ขึ้นฉ่าย กินแล้วจะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

ส่วนผสมควรเตรีนมตามสัดส่วนต่อไปนี้...

สับปะรด 1 ถ้วย
องุ่นเขียว 1 ถ้วย
ผักชีฝรั่ง ½ ถ้วย
หัวไช้เท้า ½ ถ้วย
ขึ้นฉ่าย ½ ถ้วย

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากเตรียมสับปะรด โดยปอกเปลือกออกให้หมด ส่วนองุ่นเขียวนั้นไม่ต้องเลาะเอาเมล็ดออก สำหรับผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า และขึ้นฉ่าย ให้หั่นหยาบๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เสร็จแล้วดื่มได้ทันที ถ้าจะให้ดีเติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่นได้อีก.

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันนี้ในอดีต...มารู้กันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง...

24 ธันวาคม พ.ศ. 2361 : วันเกิด เจมส์ จูล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ


24 ธันวาคม พ.ศ. 2361 วันเกิด เจมส์ จูล (James Joule) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกลและพลังงานความร้อน และเขายังค้นพบความสัมพันธ์ของความต้านทานไฟฟ้าและความร้อนที่ปล่อยออกมา ต่อมาเรียกว่ากฎของจูล เขาได้รับการยกย่องโดยใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อหน่วยของความร้อน โดย 1 จูล = 4.2 แคลอรี่ เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2432 ขณะอายุ 71 ปี


24 ธันวาคม พ.ศ. 2449:รายการวิทยุรายการแรกออกอากาศ โดยศาสตราจารย์ เรจิเนลด์ เฟสเซสเดนท์






24 ธันวาคม พ.ศ. 2449 วันนี้รายการวิทยุรายการแรกออกอากาศ โดยศาสตราจารย์ เรจิเนลด์ เฟสเซสเดนท์ จากรัฐแมสซาชูเสจ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกอากาศเกี่ยวกับบทกวี การสีไวโอลิน และสุนทรพจน์ ใช้คลื่น 429 แรงขับเคลื่อนจากพลังไอน้ำ ใช้สายอากาศสูง 429 ฟุต และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำ




24 ธันวาคม พ.ศ. 2522:Ariane1จรวดลำแรกของกลุ่มประเทศยุโรป ทะยานขึ้นสู่อวกาศเป็นผลสำเร็จ



วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

          15 เมืองที่เหมาะกับชีวิตวัยรุ่นอเมริกัน

Forbes ได้เปิดเผยการจัดอันดับเมืองในสหรัฐอเมริกาที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ในช่วงปี 2010-2012 โดย Moody’s Economy.com ซึ่งเกณฑ์ในการจัดลำดับนั้นมีเรื่องของความเจริญเติบโตของเมืองด้านต่างๆ เงินเดือนเฉลี่ยของวัยแรงงานอายุระหว่าง 24-34 ปี ซึ่งเป็นช่วงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย (ช่วงอายุอ้างอิงตาม Payscale.com) อัตราการว่างงาน ข้อมูลสำมะโนประชากร จำนวนธุรกิจขนาดเล็กและจำนวนธุรกิจขนาดใหญ่ต่อหัว และร้อยละของสถาบันการศึกษาท้องถิ่นต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น ซึ่งมีเมืองที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคนวัยแรงงานซึ่งจบการศึกษาแล้ว 15 เมือง ดังต่อไปนี้
 
อันดับที่ 15. Fairfield, Connecticut
รายงานประจำปีเกี่ยวกับการเติบโตของเมือง Bridgeport-Stamford-Norwalkรัฐ connecticut ในปี (2010-2012)  มีการเติบโตขึ้น 0.56 % ฐานเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $58,800 ค่าครองชีพมีอัตราเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 136.3 % ของจำนวนประชากรชาวอเมริกัน 100 คน  มีวิทยาลัยระดับปริญญาตรีอยู่ในอัตรา 43.6 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กสำหรับ 39 ครัวเรือน และ 1 ธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับ 891 ครัวเรือน ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 8.5 % สำหรับตลาดแรงงานจะมีกองทุนป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน และมีบริการทางการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรง
อันดับที่ 14. Little Rock, Arkansas



Rock-North Little Rock-Conway ในรัฐ Arkansas จากรายงานประจำปี (2010-2012) มีการเติบโตในการจ้างงานที่ 1.24 % มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $43,300 ค่าครองชีพอยู่ในอัตราเติบโตที่ 94.5 % ของจำนวนประชากรต่อจำนวนประชากรอเมริกัน 100 คน วิทยาลัยท้องถิ่นที่มีระดับปริญญาตรีอยู่ในอัตรา 26 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กต่อ 49 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับ 705 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 7 % ด้วยความเพรียบพร้อมไปด้วยธุรกิจขนาดใหญ่ใน Little Rock จึงมีอัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นอันดับที่ 18 จาก 100 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา และมีอัตราของความเจริญเติบโตในงานด้านสุขภาพอีกด้วย
อันดับที่ 13. Greenville, South Carolina



Greenville-Mauldin-Easley ใน South Carolina มีการเจริญเติบโตของงานจากรายงานประจำปี (2010-2012)อยู่ที่ 1.24 % มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $47,900 ค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรอเมริกัน 100 คน อยู่ที่ 95.5 % ของจำนวนประชากร มีวิทยาลัยท้องถิ่นที่ให้ปริญญาตรีอยู่ในอัตรา 27.9 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กต่อ 52 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ต่อ 657 ครัวเรือน อัตราการว่างงาน 8.8 % Greenville ภูมิในนำเสนอบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่อย่าง 3M, Honeywell และ Michelin North America ซึ่งมีอัตราการจ้างงานที่สูงและเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตและมีค่าครองชีพต่ำ
อันดับที่ 12 Boston, Massachusetts 



Boston-Cambridge-Quincy ในรัฐ Massachusetts มีอัตราเฉลี่ยของการจ้างงานเติบโตในรายงานปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.92 % อัตราเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $54,400 อัตราค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรชาวอเมริกัน 100 คน อยู่ที่ 119.5 % ของจำนวนประชากร มีวิทยาลัยปริญญาตรี 40.9 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 46 ครัวเรือน และ 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 1,734 ครัวเรือน อัตราการว่างงาน 6.6 % แม้บอสตันจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความคุ้มค่าในการอยู่อาศัย เงินเดือนที่สูง อัตราการว่างงานต่ำ แต่ยังมีจำนวนประชาการที่มีการศึกษาสูงอีกด้วย
อันดับที่ 11 Austin, Texas



Austin-Round Rock ในรัฐ Texas มีอัตราเฉลี่ยการเติบโตของงานในปี (2010-2012) อยู่ที่ 2.01 % เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $48,200 ค่าครองชีพต่อประชากรอเมริกันเฉลี่ย 100 คน อยู่ที่ 107.9 % ของจำนวนประชากร วิทยาลัยที่มีปริญญาตรี 38.7 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 55 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ ทุกๆ 973 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน  6.7 % The Texas tech เป็นศูนย์กลางของอัตราการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งในเมือง และมีอัตราการว่างงานที่ต่ำ
อันดับที่ 10 Minneapolis-St. Paul, Minnesota 

Minneapolis-St. Paul-Bloomington ที่รัฐ Minnesota-Wisconsin มีอัตราเฉลี่ยการเจริญเติบโตของงานประจำปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.58 % เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $51,000 ค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรอเมริกัน 100 คน อยู่ที่ 100.2 % ของจำนวนประชากร วิทยาลัยที่ให้ปริญญาตรีอยู่ในอัตรา 37.6 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กในทุกๆ 45 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 1,447 ครัวเรือน อัตราการว่างงาน 6.3 % ที่ The Twin Cities มีฐานเงินเดือนค่อนข้างสูงและมีความเข้มข้นของธุรกิจขนาดเล็กและอัตราการว่างงานที่ต่ำ
อันดับที่ 9. Washington, D.C. 
9. Washington, D.C.

Washington-Arlington-Alexandria ใน D.C.-Va-.Md.-W.V. มีอัตราเฉลี่ยของการเติบโตของงานจากรายงานปี (2010-2012) ในอัตรา 1.11 % มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $56,800 ค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรอเมริกัน 100 คน เฉลี่ยอยู่ที่ 121.5 % ของจำนวนประชากร วิทยาลัยระดับปริญญาตรีมีอัตราอยู่ที่ 45.8 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 50 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 1,898 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 5.7 % กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นศูนย์กลางของรัฐบาลและองค์กรเอกชนของประเทศ ซึ่งมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดอันดับที่ 5 ของเมืองในสหรัฐอเมริกา และเป็นเมืองที่มีค่าเฉลี่ยเงินเดือนสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของการจัดอันดับอีกด้วย และยังมีสัดส่วนประชากรที่มีการศึกษาในระดับสูงเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ
อันดับที่ 8 Colorado Springs, Colorado

8. Colorado Springs, Colo.

Colorado Springs มีรายงานอัตราการเจริญเติบโตของการจ้างงานในรายงานปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.67 % มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $49,300 อัตราค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรอเมริกันเฉลี่ย 100 คน อยู่ในอัตรา 98.5 % ของจำนวนประชากร วิทยาลัยระดับปริญญาตรี 35.6 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 47 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 695 ครัวเรือน  มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 9.3 % พื้นที่ในเขตนคร The Rocky Mountain เป็นสถานที่โดดเด่นและดึงดูดในผู้รับเหมาก่อสร้างและมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถมั่นใจได้ในการทำงานกับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง 
อันดับที่ 7 Denver, Cololado



Denver-Aurora-Broomfield ในรัฐ Colorado มีอัตราเฉลี่ยการเติบโตของงานประจำปี (2010-2012) อยู่ที่ 1 % อัตราเงินเดือนเฉลี่ย $51,000 ค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรชาวอเมริกันเฉลี่ย 100 คน อยู่ที่ 102.8 % ของจำนวนประชากร วิทยาลัยระดับปริญญาตรีมีอัตราอยู่ที่ 37.6 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 43 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 1,020 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 8.5 %  โดยที่เมือง The Mile High City มีจำนวนของประชากรที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีจำนวนของธุรกิจขนาดเล็กและการเจริญเติบโตของงานที่ดีต่อสุขภาพ มีบริษัทที่สำคัญ เช่น Lockheed Martin และ IBM
อันดับที่ 6 Portland, Maine

6. Portland, Maine

Portland-South Portland-Biddeford ในรัฐ Maine มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของงานในรายงานประจำปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.9 % มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $41,000 มีค่าครองชีพต่อประชากรชาวอเมริกันเฉลี่ยอยู่ที่ 101.9 % ของจำนวนประชากร มีวิทยาลัยระดับปริญญาตรี 34.4 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 35 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 696 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 6.2 % The New England ใน port town มีจำนวนธุรกิจขนาดเล็กต่อหัวประชากรสูงสุด มีประชากรในอัตราที่สูงในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และมีอัตราการว่างงานต่ำ
อันดับที่ 5 Omaha, Nebraska

5. Omaha, Neb.
Omaha-Council Bluffs ในรัฐ Nebraska และ Iowa มีอัตราเฉลี่ยการเติบโตของงานในปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.82 % เงินเดือนเฉลี่ย $45,400 ค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรชาวอเมริกันเฉลี่ย 100 คน อยู่ที่ 91.8 % ของจำนวนประชากร มีวิทยาลัยระดับปริญญาตรีอยู่ที่อัตรา 31.7 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 50 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 754 ครัวเรือน อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.6 %  Warren Buffett’s  hometown มีอัตราการว่างงานที่ต่ำที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีค่าครองชีพในเมืองที่ต่ำและมีจำนวนขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่สำคัญในเมือง
อันดับที่ 4 Salt Lake City, Utah



Salt Lake City ในรัฐ Utah มีอัตราเฉลี่ยการเจริญเติบโตของงานประจำปี (2010-2012) อยู่ที่ 1.32 % มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $51,200 มีค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรชาวอเมริกัน 100 คน เฉลี่ยอยู่ที่ 103.9 % ของจำนวนประชากร อัตราวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 29.7 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กในทุกๆ 43 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ในทุกๆ 764 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 7.2 % มีธุรกิจขนาดเล็กตัวหัวมีจำนวนมากและมีความเข้มข้นสูงของธนาคารและบริการทางการเงินที่ดี และมีฉายาว่า “Crossroads of the West” เป็นเมืองที่เสนอโอกาสให้กับมืออาชีพรุ่นใหม่
อันดับที่ 3 Wisconsin, Madison



Madison ในรัฐ Wisconsin มีอัตราเฉลี่ยการเติบโตของงานในปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.89 % มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $47,100 มีค่าครองชีพเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรชาวอเมริกัน 100 คน อยู่ที่ 102.6 % ของจำนวนประชากร มีอัตราวิทยาลัยระดับปริญญาตรี 41 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 48 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 689 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 5.3 % โดยต้องของคุณรัฐบาลของประเทศที่ทำให้วิสคอนซินเป็นเมืองที่มีความพรั่งพร้อมไปด้วยอัตราการว่างงานที่ต่ำ มหาวิทยาลัยชื่อดัง the University of Wisconsin-Madison และมีตัวเลขของการเจริญเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพและบริษัทโฆษณา
อันดับที่ 2 Raleigh, North Carolina

2. Raleigh, N.C.

Raleigh-Cary ในรัฐ North Carolina มีอัตราการเติบโตของงานในปี (2010-2012) อยู่ที่ 2 % มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $51,500 มีค่าครองชีพต่อจำนวนประชากรชาวอเมริกันเฉลี่ย 100 คน อยู่ที่ 104.4 % ของจำนวนประชากร มีอัตราของวิทยาลัยระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 42.2 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กในทุกๆ 49 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ในทุกๆ 770 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.9 % The college town เป็นเมืองหนึ่งที่มีการประมาณการว่ามีอัตราการเจริญเติบโตของงานที่ดี มีเงินเดือนเฉลี่ยจากการจัดอันดับเมืองในสหรัฐอเมริกาดีที่สุดในลำดับที่ 16 สำหรับมื่ออาชีพรุ่นใหม่ 
อันดับที่ 1 Des Moines, Iowa



Des Moines-West Des Moines ในรัฐ Iowa มีอัตราเฉลี่ยการเติบโตของงานในปี (2010-2012) อยู่ที่ 0.99 % มี อัตราเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $47,200 มีค่าครองชีพต่ออัตราประชากรชาวอเมริกัน 100 คน เฉลี่ยอยู่ที่ 92 % ต่อจำนวนประชากร มีวิทยาลัยระดับปริญญาตรีในอัตรา 33.8 % ต่อจำนวนประชากรท้องถิ่น มี 1 ธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ 50 ครัวเรือน และมี 1 ธุรกิจขนาดใหญ่ทุกๆ 568 ครัวเรือน มีอัตราการว่างงาน 5.8 % The corn-belt city เป็นเมืองที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุด มีอัตราการว่างงานน้อยมาก มีค่าครองชีพต่ำ และมีความเฟื่องฟูของมืออาชีพรุ่นใหม่ที่อยู่ในพื้นที่


วันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

25 พ.ย. วันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง


UploadImage

  ผู้หญิง ถือเป็นเพศที่อ่อนแอ ด้วยเหตุนี้หรือเปล่า???ที่ทำให้ “ผู้หญิง”อย่างเราๆ มักถูกล่อลวงหรือล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำรุนแรงอย่างหนึ่ง รวมทั้งการปล่อยคลิปฉาวที่ปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นเรื่องฮิตของดารา นักร้อง ที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเพิกเฉยจากผู้พบเห็น เพราะเข้าใจว่า นั่นเป็นปัญหาภายในครอบครัว ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว!!
            แต่ที่น่าตกใจ!!คือ เหยื่อที่ถูกกระทำส่วนใหญ่ ไม่ได้ดำเนินการเอาเรื่องกับผู้กระทำผิด ซึ่งเหตุผลอาจมีมากมายไม่ว่าจะหวาดกลัวการถูกทำร้ายซ้ำ เกรงสังคมจะตราหน้าให้อับอาย กลัวพ่อแม่ดุด่า เป็นต้น
            เพื่อรณรงค์ยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปี องค์การสหประชาชาติจึงได้กำหนดให้เป็น “วันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง”ขึ้น ด้วยเหตุนี้ หลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยูนิเฟม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเพื่อนหญิง ตลอดจนเครือข่ายยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง จึงได้รวมพลัง สร้างค่านิยม “ไม่เพิกเฉย”ต่อความรุนแรง พร้อมดำเนินโครงการรณรงค์ “หนึ่งเสียง หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง” โดย ได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการเป็นทูตสันถวไมตรีให้กับกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติในการ ต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง (UNIFEM) ในโครงการ Say NO to Violence Against Women  
            ซึ่งหากจะพูดถึงความรุนแรงต่อผู้หญิงจริงๆ แล้วนั้น หมายถึง “การ กระทำใดๆ ที่เป็นความรุนแรงที่เกิดจากอคติทางเพศ ซึ่งเป็นผลให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่สตรี รวมทั้งการขู่เข็ญ คุกคาม กีดกันเสรีภาพทั้งในที่สาธารณะและในชีวิตส่วนตัว”
            โดย รูปแบบที่ปรากฏอยู่ในสังคมบ้านเรานั้นมีหลากหลายรูปแบบ ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้หญิง ซึ่งความหลากหลายความรุนแรงต่อผู้หญิง...ที่สังคมไม่ควรควรมองข้ามแบ่งเป็น  
 
            ความรุนแรงทางเพศหลายคนนึกถึงแต่การถูกข่มขืน ซึ่งจริงๆ แล้ว มีตั้งแต่การแทะโลมด้วยสายตา และวาจา การอนาจาร ลวนลาม คุกคามทางเพศ การข่มขืน (รวมถึงการข่มขืนภรรยา) รุมโทรม การข่มขืนฆ่า ซึ่งส่วนใหญ่พบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ  
            ความรุนแรงในครอบครัว ล่วง ละเมิด บังคับ ขู่เข็ญ ทำร้าย โดยบุคคลในครอบครัว อาจจะใช้กำลังทุบตีภรรยา ไม่รับผิดชอบครอบครัว นอกใจภรรยา ขายลูกสาว ด่าทอ ดูถูกเหยีดหยาม การปิดกั้นทางสังคมไม่ให้ติดต่อเพื่อน ญาติพี่น้อง หรือสังคมภายนอก เป็นต้น 
            การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทั้งจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่รับผิดชอบของฝ่ายชายหรือจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และการไม่สามารถต่อรองเรื่องการคุมกำเนิดกับคู่ครองได้ 
            การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ติดเชื้อเอดส์จากสามี หรือจากการถูกละเมิดทางเพศ
            การนำเสนอผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศเป็นการมองว่าผู้หญิงเป็นวัตถุที่สามารถ ดึงดูดได้ในสื่อลามกต่างๆ การโฆษณาสินค้า รวมทั้งการแอบถ่ายคลิปฉาวต่างๆ 
            และการล่อลวงมาบังคับค้าประเวณี หรือใช้แรงงานเยี่ยงทาส 
            โดยนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง ให้ข้อมูลว่า จากสถิติการให้บริการของศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด297แห่ง ในปี พ.ศ. 2550มีเด็ก สตรีและผู้สูงอายุที่ถูกกระทำทารุณเข้ารับบริการถึง 19,068ราย เป็นผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 8,172 ราย และสถิติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยพบความรุนแรงที่เกิดต่อผู้หญิง เป็นการกระทำของใกล้ชิด แฟน และสามี มากกว่าคนไม่รู้จักกันหรือคนแปลกหน้าซึ่งมีจำนวนน้อยมาก  
            ในส่วนของมูลนิธิเพื่อนหญิงได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงเฉลี่ยปีละ1,500รายและพบว่าปี 2551น่าจะเพิ่มถึง 1,600ราย โดย 80%เป็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวและ 20%เป็นคดีข่มขืนและภัยทางเพศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรเป็นปัญที่ต้องรีบเร่งดำเนิการแก้ไขโดยด่วน  
            นอกจากนี้ยังพบว่า จากสถิติของกองวิจัยและวางแผนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนเมษายน–กันยายน พ.ศ. 2551 พบว่าความรุนแรงต่อผู้หญิงที่มีการแจ้งความดำเนินคดีการทำร้ายร่างกาย และข่มขืนกระทำชำเราสูงถึง 18,191 ราย และ 4,359 ราย ตามลำดับ อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจ และรวบรวมข้อมูลของมูลนิธิเพื่อนหญิง พบว่าหลายกรณีของความรุนแรงต่อผู้หญิงมีปัจจัยกระตุ้นก่อให้เกิดความรุนแรง มากขึ้น คือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด และการพนัน
            ด้านการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบ ว่าผู้หญิงร้อยละ 10-50 มีประสบการณ์ในช่วงชีวิตที่ถูกสามีหรือคู่รักของตนทำร้ายร่างกาย และผู้หญิงประมาณร้อยละ 12-25 เคยถูกสามีหรือคู่รักพยายามขืนใจหรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย ที่สำคัญ คือ ความรุนแรงที่ผู้หญิงได้รับจากคู่หรือสามีหรือผู้ชายอื่น เป็นสาเหตุสำคัญ 1 ใน 10 ของสาเหตุการตายของผู้หญิงอายุระหว่าง 15-44 ปี” 
              จาก ข้อมูลเบื้องต้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความรุนแรงที่ผู้หญิงประสบจากคู่ของตนนั้นเป็นปัญหา ทางสุขภาพที่สำคัญและเป็นประเด็นที่แสดงถึงการผู้หญิงถูกคุกคามและละเมิด สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการที่จะมีชีวิตอย่างปลอดภัย 
            นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และนี่!! คง จะถึงเวลาแล้ว ที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการหยุดเพิกเฉย หากพบเห็นการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งวิธีการช่วยเหลือนั้นอาจมีหลายรูปแบบ เช่น หากพบเห็นการกระทำที่รุนแรงต่อผู้หญิงควรรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ หรืออาจเข้าไปช่วยเหลือหากทำได้
            ใน ส่วนของครอบครัว ควรปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมว่าชายหญิงนั้นเท่าเทียมกัน ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน หยุดการทำร้ายคนในครอบครัว รวมถึงการช่วยกันสอดส่องดูแลเฝ้าระวังการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ ภายในชุมชน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และที่สำคัญช่วยกันสร้างชุมชนที่ปลอดจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดอื่นๆ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาความรุนแรงต่างๆ
            และที่สำคัญทุกคนสามารถร่วมล งชื่อเพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุน ให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และร่วมรณรงค์ให้วาระนี้ เป็นวาระเร่งด่วนของประชาคมโลกได้ที่ www.novaw.or.thโดยกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเฟม (UNIFEM) จะ มอบรายชื่อของทุกคน ที่ร่วมลงนาม ให้กับ นาย บัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เพื่อเป็นการแสดงถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของคนไทย ในการร่วมกันต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อสตรีต่อไป
            สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ของสังคม อย่างเราๆ แล้ววันนี้คุณพร้อมที่จะเป็นหนึ่งเสียง เพื่อหยุดความรุนแรง ต่อผู้หญิง...แล้วหรือยัง!!!