วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประวัติ เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ นักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว


เนลสัน แมนเดลา

เนลสัน แมนเดลา

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก DANIEL JANIN MICHEL CLEMENT, JAVIER SORIANO, FATI MOALUSI, DEBBIE YAZBEK / MANDELA FOUNDATION / AFP

          หากจะเอ่ยถึงนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ในทศวรรษนี้ คงจะไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ เนลสัน แมนเดลา อย่างแน่นอน เพราะหากปราศจากบุคคลผู้นี้แล้ว โลกของเราก็คงจะยังมีการเหยียดสีผิว..ใช่แล้วล่ะ เขาเป็นรัฐบุรุษของโลก ผู้อุทิศตนต่อสู้เพื่อล้มล้างลัทธิเหยียดผิว และผลักดันให้เกิดสันติภาพทั่วโลก

          และจากข่าวการจากไปของ เนลสัน แมนเดลา ในช่วงที่ผ่านมานี้ ก็พลอยทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในแอฟริกาใต้ต่างเศร้าโศกกับข่าวดังกล่าว จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับบุคคลผู้นี้ และเขาได้สร้างวีรกรรมอะไรให้กับโลกเราบ้าง วันนี้จึงขอนำเสนอเรื่องราวประวัติชีวิตและการต่อสู้ของ เนลสัน แมนเดลา 

          โดย เนลสัน แมนเดลา เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ในครอบครัวชาวเทมบู ซึ่งพูดภาษาโซซา ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางฟากตะวันออกของแหลมเคปของแอฟริกาใต้ เดิมมีชื่อว่า มาดิบา ต่อมาครูในโรงเรียนได้ตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้เขาว่า แมนเดลา

          ต่อมาพ่อของเขาซึ่งเป็นที่ปรึกษาของตระกูลผู้ปกครองชาวเทมบู ได้เสียชีวิตขณะที่เขามีอายุได้ 9 ขวบ เขาจึงได้รับการชุบเลี้ยงจากรักษาการผู้สำเร็จราชการเมืองเทมบู จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2484 เมื่อมีอายุ 23 ปี เนลสัน แมนเดลา ได้หนีจากการถูกจัดให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน หลบไปอยู่ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ก่อนจะเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิทส์วอเทอแรนด์ ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน และที่นี่ทำให้เขาได้พบเจอผู้คนจากทุกเชื้อชาติ ได้รับความคิดแบบเสรีนิยม และความคิดต่อสู้เพื่อชาวแอฟริกัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเหยียดผิว การถูกกระทำแบบสองมาตรฐาน ซึ่งผลักดันให้เขากลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

          โดยในปี พ.ศ. 2486 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกัน หรือเอเอ็นซี และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งสันนิบาตยุวชนเอเอ็นซี อีกทั้งเขาได้ร่วมกับเพื่อน โอลิเวอร์ แทมโบ ก่อตั้งสำนักงานกฎหมายในเมืองโจฮันเนสเบิร์กในปี พ.ศ. 2495 รณรงค์ต่อต้านระบอบปกครองที่เหยียดผิวของพรรคคนผิวขาว ที่กดขี่ชาวผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ จนทำให้ในปีพ.ศ. 2499 แมนเดลาถูกแจ้งข้อหากบฏพร้อมกับนักเคลื่อนไหวอีก 155 คน แต่อัยการสั่งไม่ฟ้องเขาหลังสอบสวนอยู่นาน 4 ปี

          ต่อมาได้มีการออกกฎหมาย Pass Laws ฉบับใหม่ซึ่งจำกัดเขตอยู่อาศัยและทำมาหากินของคนผิวดำ ทำให้กระแสต่อต้านการเหยียดผิวได้ขยายตัวไปทั่วแอฟริกาใต้ ขณะที่พรรคเอเอ็นซีก็ถูกประกาศให้เป็นกลุ่มเถื่อนในปี พ.ศ. 2503 ทำให้ เนลสัน แมนเดลาต้องหลบลงใต้ดิน อย่างไรก็ดี กระแสการต่อต้านลัทธิเหยียดผิวได้รุนแรงขึ้นจนถึงที่สุดเมื่อตำรวจได้สังหารหมู่ชาวผิวดำ 69 คนในเมืองชาร์ปวิลล์ในปีเดียวกัน


เนลสัน แมนเดลา


          เนลสัน แมนเดลา ซึ่งขณะนั้นเป็นรองประธานเอเอ็นซี ได้เปิดปฏิบัติการวินาศกรรมทางเศรษฐกิจจนกระทั่งถูกจับในที่สุด และเขาถูกแจ้งข้อหาก่อวินาศกรรม และพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการรุนแรง โดยระหว่างการพิจารณาคดีที่เมืองริโวเนีย แมนเดลาได้ประกาศความเชื่อของเขาในเรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมว่า

          "ผมเชิดชูอุดมคติเรื่องสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพ ที่ซึ่งคนทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ และได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือสังคมอุดมคติที่ผมปรารถนาจะไปให้ถึง เป็นอุดมคติที่ผมพร้อมจะอุทิศชีวิตให้"

          อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2507 เขาถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตบนเกาะร็อบเบนเป็นเวลา 18 ปี ก่อนถูกย้ายมายังเรือนจำโพลส์มัวร์บนแผ่นดินใหญ่ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งขณะที่เขาถูกจองจำอยู่นั้น พวกเยาวชนตามเมืองต่าง ๆ ของชนผิวดำยังคงต่อสู้กับการปกครองโดยคนผิวขาวส่วนน้อยต่อไป จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก

          ขณะที่ทางฝั่งของ โอลิเวอร์ แทมโบ สหายของแมนเดลา ผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ เขาได้เริ่มรณรงค์ในระดับสากล เรียกร้องให้ปล่อยตัวมิตรร่วมอุดมการณ์ในปี พ.ศ. 2523  โดยมีการจัดคอนเสิร์ตที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนในปี 2531 ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 72,000 คน อีกหลายล้านทั่วโลกรับชมทางโทรทัศน์ และร่วมร้องเพลงเพื่อให้ปลดปล่อยเนลสัน แมนเดลา

          โดยกระแสเรียกร้องนี้ ทำให้บรรดาผู้นำโลกเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อระบอบเหยียดผิวของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 แล้ว จนในที่สุด ประธานาธิบดี เอฟ ดับเบิลยู เดอ เคลิร์ก ก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันจากทั่วโลกได้ และเลิกสั่งแบนพรรคเอเอ็นซีในปี พ.ศ. 2533 พร้อมกับปล่อยตัว เนลสัน แมนเดลา

          ในปี พ.ศ. 2536 เนลสัน แมนเดลา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และต่อมาชาวแอฟริกาใต้ทุกผิวสีได้ออกเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก ทำให้ เนลสัน แมนเดลาได้รับเสียงโหวตท่วมท้นให้เป็นประธานาธิบดีในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ซึ่งเขาได้ปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการเหยียดสีผิวหรือชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ และได้รับความยกย่องจากนานาชาติสำหรับการอุทิศตนเพื่อการประสานไมตรีทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542 เขาได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และได้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ซึ่งเขายังคงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับเรื่องสิทธิมนุษยชนและให้ความรู้เรื่องการติดต่อของโรคเอดส์จนกระทั่งอายุ 85 ปี ก่อนจะขอเกษียณเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

          และถึงแม้ว่า ณ วันนี้ เนลสัน แมนเดลา จะถึงแก่อสัญกรรมแล้ว หลังจากป่วยด้วยโรคปอดและเกิดอาการแทรกซ้อนเรื้อรังมาอย่างอย่างนาน กระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่เขาก็ยังคงเป็นรัฐบุรุษของโลก และนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในหัวใจของคนทั่วโลกตลอดกาล


เนลสัน แมนเดลา

เนลสัน แมนเดลา

10 อันดับสุดยอด Gadget ประจำปี 2013

10. Nokia Lumia 1020

โนเกียกลับมาสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ ที่กำลังรอคอยสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง ล่าสุด โนเกียประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล Lumia รุ่นใหม่ ชื่อรุ่น Nokia Lumia 1020 (โค้ดเนม EOS) สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับกล้องถ่ายภาพความละเอียด 41 ล้านพิกเซล พร้อมอุปกรณ์เสริมกริปกล้องที่ช่วยให้การถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนเครื่องนี้สะดวกยิ่งขึ้น ด้านสเปคมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาติดตามกันเลย
ล่าสุด โนเกียประเทศไทยออกมาประกาศราคา Nokia Lumia 1020 แล้ว โดยจะวางจำหน่ายในราคา 24,990 บาท ตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเหลือง, สีขาว และสีดำ เปิดให้จองแล้ววันนี้ถึงวันที่ 25 กันยายน 2556 ที่โนเกียช้อปเท่านั้น เพียงวางมัดจำ 1,000 บาทต่อเครื่องแล้วนำใบจองมารับเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 31 ตุลาคม 2556 ณ สาขาที่จองไว้ พิเศษเฉพาะผู้จอง 400 ท่านแรกรับฟรี ! Grip พร้อมแบตเตอรี่สำรองรุ่น PD-95G มูลค่า 2,450 บาท
สำหรับ Nokia Lumia 1020 มาพร้อมหน้าจอขนาด 4.5 นิ้วแบบ AMOLED ความละเอียด 1280x768 พิกเซล จอกระจก Gorilla Glass 3 พร้อมเทคโนโลยี PureMotion HD+ ClearBlack ใช้ซีพียู Snapdragon แบบ Dual-core ความเร็ว 1.5GHz แบบเดียวกับ Lumia 920/925, แรม 2GB มีหน่วยความจำภายใน 32GB กล้องด้านหน้า 1.2 ล้านพิกเซล มีรูรับแสง f/2.4 รองรับการถ่ายวิดีโอที่ 720p และรองรับ Bluetooth 3.0, NFC, Wi-Fi a/b/g/n

9. Leap Motion Controller

Leap คืออุปกรณ์ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ นิ้วมือ และอุปกรณ์ทรงกระบอกเช่น ปากกา ดินสอ พู่กัน หรือกระทั่งตะเกียบ เพื่อนำมาใช้งานควบคุมคอมพิวเตอร์หรือแอพพลิเคชันต่างๆ โดยอาศัยหลักการคล้ายกับ Kinect จาก Microsoft แต่ต่างกันที่ Kinect นั้นจะตรวจจับร่างกายของมนุษย์ได้ทั้งตัว และมีระยะที่ไกล (ระยะราว 1-5 เมตร) ส่วนตัว Leap นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่วางหงายหน้าอยู่บนโต๊ะ มีระยะตรวจจับสั้น (ราว 1-60 เซนติเมตร)

8. Nest Protect

เราจะเปลี่ยนสัญญาณเตือนควันสามารถ เราเริ่มต้นจากรอยขีดข่วนหลังจากที่ทุกอุปกรณ์นี้อย่างต่อเนื่องตัวอย่างอากาศในบ้านของคุณ แต่คุณมีความคิดสิ่งที่มันทำ 99% ของเวลาที่ไม่มี แทนที่จะเป็นเพียงยิ่งใหญ่เกี่ยวกับอันตรายทำไมถึงไม่บอกคุณว่าคุณจะปลอดภัยหรือไม่ ทำไมคุณไม่สามารถไปนอนรู้ว่าคุณกำลังป้องกัน และเหตุผลที่ไม่สามารถที่จะส่งข้อความโทรศัพท์ของคุณหากสิ่งที่ผิด? ทำไมมันไม่สามารถจะดีกว่า

7. Amazon Kindle Fire HDX

หลังจาก iPad Air โดนโฆษณาจากแท็บเล็ตคู่หูฝั่งไมโครซอฟท์จิกกัดไปก่อนหน้าแล้ว ก็ถึงคิวของ Amazon ลงมาเล่นในเกมนี้บ้าง โดยส่งแท็บเล็ตใหม่เอี่ยมของตัวเองอย่าง Kindle Fire HDX 8.9 มาเทียบกับ iPad Air ว่าเหนือกว่าอย่างไรบ้าง ในโฆษณาเป็นการชนกันตรงๆ ในแง่ของสเปค โดยฝั่ง Amazon บอกว่า Kindle Fire นั้นทั้งความละเอียดหน้าจอมากกว่า (2560x1600 พิกเซล) คมชัดกว่าเพราะหน้าจอเล็กกว่า และยังเบากว่า iPad Air ถึง 20% แถมคนให้เสียงฝั่ง iPad Air ยังเลียนแบบเสียงสำเนียงอังกฤษของ Jonathan Ive ซึ่งมักปรากฏตัวในวิดีโอโฆษณาสินค้าของแอปเปิลอีกด้วย เทียบกับที่แอปเปิลเคยโดนจิกกัดมาแล้ว ผลงานของ Amazon ยังคงเทียบกับไมโครซอฟท์ที่เคยทำโฆษณาด้วยเสียง Siri มาแล้วไม่ได้ครับ

6. Microsoft Xbox One

Microsoft ปล่อยซอฟต์แวร์อัพเดตชุดแรกให้กับ Xbox One เป็นครั้งแรกแล้ว หลังการเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 13 ประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สำหรับ Xbox One ถือเป็นเกมคอนโซลที่พ่วงออปชั่นสำหรับความบันเทิงมาอย่างครบถ้วน แถมยังมีเกมระดับเอ็กคลูซีฟที่ PlayStation 4 ยังต้องอิจฉาตาร้อน แม้จะมีราคาที่แพงกว่า PlayStation 4 แต่ยอดจำหน่ายในวันแรกถึง 1 ล้านเครื่อง ก็น่าจะการันตีได้ว่า Xbox One นั้น เป็นเกมคอนโซลที่หลายคนตั้งตารอคอย

5. Apple iPhone 5s

iPhone 5s คือสมาร์ทโฟนแบบ 64 บิตเครื่องแรกของโลก และ iOS 7 ก็ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ
โดยสร้างมาสำหรับสถาปัตยกรรมแบบ 64 บิตโดยเฉพาะ เหตุผลนี้แหละ ที่ทำให้ iOS 7 มีความล้ำหน้าไม่แพ้กับ
ตัว iPhone เองเลย

4. Pebble Smartwatch

Pebbble นาฬิกาที่ให้เพื่อนๆดาวน์โหลด App สามารถ chat, check in, post facebook , tweet, ดูเมลล์, คุยโทรศัพท์ ได้เหมือนกับที่ทำบนสมาร์ทโฟน โดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยBluetooth นับเป็น kickstarterที่ฮือฮามากตัวหนึ่ง ทันทีที่แนะนำสู่ตลาด ก็มีคนสนใจเข้ามาสั่งจองถึง 70,000 ราย และระดมทุนได้มากถึง $10ล้าน
ในเว็บไซต์ของ GetPebble.com บอกไว้ว่า Pebble จะเป็นนาฬิกาเรือนแรกของศควรรษที่ 21 ซึ่งสามารถดัดแปลงสร้างสรรค์นาฬิกาได้ตามที่เราต้องการ ทั้งหน้าตา และประโยชน์ใช้สอย เราสามารถปรับเปลี่ยนหน้าปัทม์นาฬิกาได้ตามที่เราชอบ โดยการดาวน์โหลดหน้าปัทม์ผ่าน App โดยใช้อินเทอร์เน็ต
Pebble สามารถเชื่อมต่อกับ iPhone และ Android smartphone ผ่าน Bluetooth สามารถบอกให้เรารู้ว่ามีโทรศัพท์เรียกเข้า อีเมลล์หรือ message ด้วยระบบสั่นเตือน และเราสามารถโต้ตอบกลับผ่านทางนาฬิกา โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกมา ให้วุ่นวาย ดูเท่ห์เหมือนในหนัง เจมส์บอนด์เลยล่ะ เป็นการออกแบบที่ใช้แนวคิด แบบ minimalist และดูทันสมัย นำแฟชั่น ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้จริงๆ

3. Oculus Rift Development Kit

Oculus Rift คืออุปกรณ์ระบบภาพ 3 มิติ แบบสวมใส่ ทำให้เห็นภาพเสมือนจริง

2. Apple iPad Air และ iPad Mini with Retina Display

Apple ประกาศวางจำหน่าย iPad mini 2 (ไอแพด มินิ 2) หน้าจอ Retina display อย่างเป็นทางการแล้วครับ เริ่มต้นที่ 13,400 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi 16GB โดยสามารถสั่งซื้อผ่าน Apple Online Store ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยใช้เวลาจัดส่ง 5-10 วันครับ

1. Google Chromecast

Android อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite เรียกได้ว่าเซอร์ไพรส์กันไปทั้งบางเลยสำหรับการประกาศผลรางวัล Gadget of the Year 2013 โดยนิตยสารระดับโลกอย่าง Time Magazine ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฏว่าผู้ที่ครองแชมป์สุดยอดนวัตกรรมไอทีประจำปีนี้ไปครองคือ Google Chromecast อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนทีวีธรรมดาๆให้เราสามารถ Stream ข้อมูลขึ้นสู่หน้าจอได้ในราคาเบาๆเพียง $35 ที่ออกวางจำหน่ายไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมานั่นเอง ส่วนการจัดอันดับทั้งหมด 10 อันดับของ Gadget of the Year 2013 โดย Time Magazine จะถูกใจทุกท่านหรือไม่เราไปดูผลการประกาศทั้งหมดเลยดีกว่าครับ

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สาเหตุความขัดแย้ง
ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในสมัยปัจจุบันมีสาเหตุหลายประการด้วยกัน ได้แก่
1.สาเหตุด้านเชื้อชาติ ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นดินแดนที่มีหลากหลายเชื้อชาติมาตั้งแต่อดีต เชื้อชาติสำคัญๆ ในดินแดนแถบนี้ คือ อาหรับ เปอร์เซีย เติร์ก ที่เหลือเป็น เคิร์ด ยิว และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
2.ความขัดแย้งทางด้านศาสนา  ดินแดนภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกถึง 3 ศาสนา คือ ศาสนายิว คริสต์ศาสนา และศาสนาอิสลาม ในสมันจักรวรรดิอาหรับศาสนาต่างๆสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ แต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 เกิดสงครามระหง่างศาสนาคริสต์กับศาสนราอิสลามในดินแดนปาเลสไตน์ หลังจากพวกออตโตมันเติร์กเข้ายึดครองดินแดนตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางศาสนาก็ลดลง จนเมื่อลัทธิชาตินิยมแพร่หลายเข้ามาในดินแดนตะวันออกกลางในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวอาหรับได้เอาศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ขณะที่ชาวยิวที่ตั้งถิ่นฐานในประเทศอิสราเอลที่นับถือศาสนายิว ส่วนชาวเลบานอนนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้เกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาขึ้นอีก นอกจากนี้ชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีก็มีข้อขัดแย้งกับชาวเปอร์เซียทีนับถือนิกายชีอะฮ์ด้วย
3.ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ประเทสต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลางมีฐานะไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากแต่ละประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองำม่เมท่ากัน บางประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองมาก เช่น ซาอุดิอาระเบีย คูเวต อิหร่อน เป็นต้น บางประเทศไม่มีน้ำมัน เช่น อิสราเอล จอร์แดน เลบานอน ทรัพยากรน้ำมันจึงกลายเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง เช่น กรณีสงครามระหว่างอิรักกับอิกร่าน ซึ่งอิรักเข้ารุกรานอิหร่านก็เนื่องจากต้องการยึดครองบ่อน้ำมันของอิหร่าน
4.ปัญหาทางด้านการเมือง ประเทศต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลางมีระบอบปกครองที่แตกต่างกัน บางประเทศปกครองในระบอบกษัตริย์ เช่น ซาอุดิอาระเบีย จอร์แดน คูเวต บางประเทสปกครองในระบบเผด็จการ เช่น อิรัก ลิเบีย บางประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่น อิสราเอล ตุรกี เป็นต้น หรือโดยบางประเทศปกครองโดยในระบอบศาสนาอิสลาม สาธารณรัฐอิสลาม เช่น สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นต้น ความแตกต่างทางด้านระบอบการปกครองทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ มีความไม่ไว้ว่างใจซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่นรัฐบาลประเทศต่างๆ มีความหวาดระแวงในรัฐบาลของอิหร่านซึ่งปกครองโดนการปฏิวัติอิสลามว่าจะเผยพี่อุดมการณ์ปฏิวัติอิสลามเข้ามาในประเทศ
5.การแทรกแซงของชาติมหาอำนาจ การแทรกแซงของมหาชาติอำนาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ในครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวีตต่างเข้าแทรกแซงดินแดนภูมิภาคตะวันออกกลางโดยวิธีต่าง ๆ เช่น ทางด้านการฑุต ทางการเมือ เศรษฐกิจ และการทหาร
 กรณีขัดแย่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
1สงครามระหว่างอาหรับ-อิสราเอล (ค.ศ.1948-1973)
สงครามระหว่างอาหรับ-อิสราเอล เป็นสงครามขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติที่ชาวอาหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามต้องการขับไล่ชาวยิวหรือชาวอิสราเอลผู้นับถือศาสนายิวให้หมดสิ้นจากดินแดนปาเลสไตน์ซึ่งเป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่กลายเป็นสงครามรบพุ่งกันหลายครั้ง คือ
1.สงครามอาหรับ-อิสราเอล   (Arab-Israeli War 1948-1949)
2.สงครามไซนาย-สุเอซ (Sinai-Suez War ค.ศ. 956)
องค์การสหประชาชาติและมหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาเจรจาเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับคลองสุเอซ โดยให้อิสราเอลและอียิปต์ถอนทหารออกไป กระทั่งเดือนมีนาคม ค.ศ. 1957 ทหารทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้ถอนกำลังำปจากคลองสุเอซ
2 สงครามระหว่างอิหร่าน-อิรัก (Iras-Iraq War ค.ศ. 1980-1988)
ในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1980 อิรักเข้าโจมตีจังหวัดคูเซสถานของอิหร่าน ร่านจึงส่งกำลังเข้าโต้ตอบ จากนั้นสงครามได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และรบติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สงครามนี้มีผลกระทบไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่อิรัก
สงครามได้ยืดเยื้อมาจนกระทั่งสหประชาชาติและประเทศที่เป็นกลางได้พยายามที่จะให้ 2 ประเทศนี้ได้เจรจรยุติสงครามกัน เพราะทั้งสองต่างก็เป็นประเทศที่มีบทบาทต่อการส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลกมา
ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนของอิรักประกาศว่า จะพยายามยุติสงครามลงด้วสันติวิธีแต่การกระทำของอิรักกลับตรงกันข้าม กล่าวคือ ชาวเคิร์ดในอิหร่านถูกอิรักโจมตีด้วยอาวุธเคมีทำให้ประชาชนล้มตายไม่ต่ำกว่า 5,000 คน และขณะเดียวกันทหารอิรักยังโจมตีและรุกคืบเข้าไปในดินแดนอิหร่าน
ในค.ศ. 1987 องค์การสหประชาชาติมีมติให้อิหร่านและอิรักยุติสงคราม อิรักยอมรับมติแต่อิหร่านยังคงโจมตีอิรักต่อเพราะคาดว่าจะได้รับชัยชนะ ปรากฏว่าอิหร่านไม่สามารถเอาชนะอิรักได้ และในค.ศ. 1988 อิรักซึ่งได้รับการสนับสนุนกำลังอาวุธจากสหภาพโซเวียตกลับมาสามารถต้านทานและผลักดันกองทัพอิหร่านพ้นชายแดนอิรัก ในที่สุดอายาตุลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำอิหร่านต้องยอมรับมติสหประชาชาติ ทั้งสองฝ่ายต่างหยุดยิงในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1988
            3สงครามอ่าวเปอร์เซีย
อิรักได้ทำสงครามกับอิหร่านมานานถึง 9 ปี ทำให้มีหนี้สินต่างประเทศ โดยพาะที่กู้ยืมมาจากซาอุดิอาระเบียและคูเวตรวมกันเป็นจำนวนมาก แต่อิรักเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ และนอกตากนี้อิรักภายใต้การนำของปรานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ยังได้สร้างกองทัพอิรักให้มีแสนยานุภาพที่เกรียงไกรกว่าทุกประเทศในตะวันออกกลาง กล่าวคือมีทหารที่ฝึกปรืออย่างดีและผ่านประสบการณ์สงครามกับอิหร่านมาแล้วจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน มีอาวุธที่ทันสมัยทั้งเครื่องบิน จรวด อาวุธ และกำลังเริ่มต้นพัฒนาอาวุธปรมาณูขึ้นอีก 
 สงครามอ่าวเปอร์เซีย


ส่วนคูเวตเป็นประเทศเล็กๆ ด้าวในสุดของอ่าวเปอร์เซีย ตั้งอยู่ระหว่างอิรักและซาอุดิอาระเบีย ในอดีตคูเวตเคยเป็นจังหวัดหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมันเติร์ก แต่ด้วยเหตุที่เป็นแหล่งน้ำมันอย่างมหาศาล จึงถูกสหราชอาณาจักรครอบครองตั้งแต่ ค.ศ. 1914 และได้รับเอกราชในค.ศ. 1961 ในระยะที่อิรักยุติสงครามกับอิหร่านนั้น เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ อิรักจึงกล่าวหาว่าประเทศสมาชิกของโอเปกทั้งหลายผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกมากเกินไป จึงทำให้ราคาตกต่ำ ส่วนคูเวตนั้นนอกจากมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำ อิรักยังกล่าวหาว่า คูเวตสูบน้ำมันมาจากแหล่งของตน อิรักจึงเจรจาเรื่องพรมแดนกับคูเวตซึ่งเคยมีกรณีพิพาทขัดแย้งกันมาก่อน ซึ่งอิรักหวังว่าจะได้ดินแดนที่เป็นแหล่งน้ำมันเพิ่มขึ้นและอาจจะได้ดินแดนที่เป็นทางออกสู่อ่าวเปอร์เซียกว้างขึ้นด้วย แต่คูเวตกลับปฏิเสธคำขอนี้ ดังรั้รวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1990 อิรักจึงได้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดคลองคูเวตไว้
ประเทศต่างๆทั่วโลกต่างประณามการกระทำของอิรัก ส่วนคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดประชุมฉุกเฉินและมีมติให้อิรักถอนกำลังออกไป แต่อิรักกลับเพิกเฉยโดยอ้างว่าคูเวตเป็นจังหวัดหนึ่งของตน ดังนั้น สหประชาชาติภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส พร้อมประเทศอื่นๆ จึงได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่ตะวันออกกลางและทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ สนามบิน และเส้นทางคมนาคมในประเทศอิรัก โดยเฉพาะกรุงแบกแดดและเมื่อใหญ่อื่นๆพร้อมกันนั้นฝ่ายสหประชาชาติก็ได้ยื่นคำขาดให้อิรักถอนทหารออกไปจากคูเวต แต่ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ไม่ยอมปฏิบัติตาม ดังรั้รกองกำลังของสหประชาชาติจึงเคลื่อนกำลังเข้ายึดคูเวตกลับคืนได้ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 โดยใช้เวลาขับไล่อิรักออกไปจากคูเวตเพียว 100 ชั่วโมงเท่านั้น
สงครามครั้งนี้ ฝ่ายสหประชาชาติได้นำอาวุธที่ทันสมัยออกมาใช้มาก ทำให้ทหารฝ่านสหประชาชาติเสียชีวิตไปเพียงไม่กี่คน ส่วนทางฝ่ายอิรักไม่ยอมเปิดเผยความสูญเสียของชีวิตทหารแต่ทรพย์สินและสิ่งก่อสร้างในประเทศอิรักได้รับความสูญเสียมาก เช่น สนามบิน สะพาน บ้านเรือน สถานที่ราชการ ค่ายทหารและแหล่งยุทธศาสตร์ เป็นต้น ทางด้านคูเวต นอกจากจะถูกอิรักกอบโกยทรัพย์สินจากภาคเอกชนและราชการไปแล้ว อน้ำมันในคูเวตหลายร้อยบ่อยังถูกอิรักจุดไฟเผ่าทิ้งก่อนล่าถอย ทำให้ต้องใช้เวลาเกือบปีจึงจะดับไฟหมด และอิรักยังปล่อยน้ำมันดิบลงสู่อ่าวเปอร์เซียจำนวนมหาศาลอีก ซึ่งเป็นการจงใจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

ผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
1.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้กลางเมืองของโลกตึงเครียดขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งไม่ได้จำกัดแต่เพียงคู่กรณีพิพาทเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับมหาชาติอำนาจให้เข้ามามีส่วนร่วมกับความขัดแย้ง จนถึงขั้นเผชิญหน้ากัน เช่น สหรัฐอเมริการกับอดีตสหภาพโซเวียตในกรณีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับกับอิสราเอล เป็นต้น
2.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงมีอิทธิพลในประเทศต่างๆดังเช่น สงครามอิรักบุกยึดคลองคูเวตใน ค.ศ. 1990-1991 เปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทในการขับไล่อิรักออกจากคูเวตได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจนถึงขั้รจัดตั้งฐานทัพในประเทสอิสลามหลายประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ เป็นต้น นอกจากสหรัฐอเมริกายังสามารถเข้าไปมีอิทธิพลในอุตสาหกรรมน้ำมันในประเทศแถบนี้ด้วย
3.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นกลุ่มประเทสผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เมื่อปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคนี้เกิดขึ้น ราคาน้ำมันจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จยส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังเช่น กรณีสงครามอ่าวเปอร์เซียระหว่างอิรักกับคูเวตใน ค.ศ. 1990 น้ำมันกลายเป็นอาวุธสำคัญที่กลุ่มอาหรับใช้ในการต่อรองทางการเมืองกับชาติมหาอำนาจโดยการเพิ่มราคาน้ำมันจนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไปทั่วโลก ซึ่งเรียกว่า วิกฤตการณ์น้ำมัน เป็นต้น
4.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดการก่อการร้ายไปทั่วโลก ซึ่งการก่อการร้าย คือ วิถีทางการต่อสู้ของผู้อ่อนแอกว่าที่มีต่อผู้เข้มแข็งที่เห็นได้ชัด เช่น กรณีสงครามที่อสราเอลมีชัยชนะเหนือประเทสอาหรับและเข้ายึดครองดินแดนประเทศต่างๆ ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต่อการกระทำของอิสราเอลรวมตัวกันเป็นขบวนการก่อการร้ายเพื่อต่อสู้กับอิสราเอลในทุกวิถีทางในทุกพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการต่อสู้และการก่อการร้ายต่อชาติพันธมิตรขงอิสราเอลด้วย ซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียเป็นจำนวนมาก

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ศิลปศาสตร์

ศิลปศาสตร์ (อังกฤษLiberal arts) หมายถึง การศึกษาที่มุ่งจะให้ความรู้ทั่วไป และทักษาเชิงปัญญา มิใช่วิชาชีพเฉพาะด้าน หรือความทักษะเชิงช่าง
เดิมนั้น คำว่า "ศิลปศาสตร์" เป็นศัพท์ภาษาสันสกฤต (ศิลฺป + ศาสฺตฺร) หมายถึง วิชาความรู้ทั้งปวง ในภายหลังใช้ในความหมายเดียวกับ Liberal Arts ในภาษาอังกฤษ ดังระบุคำนิยามไว้ข้างต้น
ในประวัติศาสตร์การศึกษาของตะวันตกนั้น ศิลปศาสตร์ 7 อย่าง อาจจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ไตรศิลปศาสตร์ (trivium) และ จตุรศิลปศาสตร์ (quadrivium)
การศึกษาในกลุ่ม ไตรศิลปศาสตร์ ประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ได้แก่ ไวยากรณ์ ตรรกศาสตร์และวาทศาสตร์ (rhetoric) ส่วนการศึกษากลุ่ม จตุรศิลปศาสตร์ ประกอบด้วย 4 สาขาวิชา ได้แก่เลขคณิต เรขาคณิต ดนตรี และดาราศาสตร์) ศิลปศาสตร์นั้นถือเป็นหลักสูตรแกนของมหาวิทยาลัยสมัยกลาง
คำว่า liberal ในคำว่า liberal arts นั้น มาจากศัพท์ภาษาละตินว่า liberalis หมายถึง "เหมาะแก่เสรีชน" (ชนชั้นสูงด้านสังคมและการเมือง) ซึ่งตรงกันข้ามกันศิลปะการรับใช้หรือบริการ (servile arts) ในเบื้องต้นคำว่าศิลปศาสตร์ในแนวคิดของตะวันตก จึงเป็นตัวแทนของทักษะและความรู้ทั่วไป ที่จำเป็นต้องใช้ในหมู่ชนชั้นสูงในสังคม ขณะที่ศิลปะบริการนั้น เป็นตัวแทนของความรู้และทักษะของพ่อค้าผู้เชี่ยวชาญ ที่จำเป็นต้องรู้ในหมู่ผู้รับใช้ชนชั้นสูง หรือขุนนาง

ศิลปศาสตร์ 18 ประการ

ในสายวัฒนธรรมตะวันออก มีกล่าวถึงศิลปศาสตร์ 18 ประการ ดังนี้
  1. สูติ ความรู้ทั่วไป
  2. สัมมติ ความรู้กฎธรรมเนียมต่างๆ
  3. สังขยา การคำนวณ
  4. โยคยันตร์ การช่างยนต์
  5. นีติ นีติศาสตร์
  6. วิเสสิกา ความรู้การอันทำให้เกิดมงคล
  7. คันธัพพา วิชานาฏศิลป์
  8. คณิกา วิชาบริหารร่างกาย
  9. ธนุพเพธา วิชายิงธนู
  10. ปุราณา โบราณคดี
  11. ติกิจฉา วิชาแพทย์
  12. อิติหาสา ตำนานหรือประวัติศาสตร์
  13. โชติ ดาราศาสตร์
  14. มายา วิชาพิชัยสงคราม
  15. ฉันทสา การประพันธ์
  16. เกตุ วาทศิลป์
  17. มันตา วิชามนต์
  18. สัททา ไวยากรณ์
1.สุติ วิชาฟังเสียงคน เสียงสัตว์ รู้ว่าดีรู้ว่าร้าย 2. สัมมติ วิชาเข้าใจในกฎธรรมเนียม 3.สังขยา วิชาคำนวณ 4. โยคยันต์ วิชาการช่าง 5. นัติ วิชาแบบแผนราชการ 6. วิเสสิกา วิชาการค้า 7.คันธัพพา วิชานาฏศิลป์ 8. คณิกา วิชากายบริหาร 9.ธนุพเพธา วิชายิงธนู 10.ปุราณา วิชาโบราณคดี 11.ติกิจฉา วิชาการแพทย์ 12.อิติหาสา วิชาตำนานหรือวิชาประวัติศาสตร์ 13.โชติ วิชาดาราศาสตร์ 14. มายา วิชาตำราพิชัยสงคราม 15.ฉันทสา วิชาการประพันธ์ 16. เกตุ วิชาการพูด 17. มันตา วิชาร่ายมนต์ 18. สัททา วิชาไวยากรณ์

นิรโทษกรรม (กฎหมายอาญา)

นิรโทษกรรม (อังกฤษamnesty) ในกฎหมายอาญา หมายถึง "การลบล้างการกระทำความผิดอาญาที่บุคคลได้กระทำมาแล้ว โดยมีกฎหมายที่ออกภายหลังการกระทำผิดกำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด"[1] นิรโทษกรรมเป็นยิ่งกว่าการอภัยโทษ เพราะกฎหมายถือว่าผู้นั้นไม่เคยกระทำผิดมาก่อน
ทางการอาจประกาศนิรโทษกรรมให้เมื่อตัดสินใจว่า การนำพลเมืองมาอยู่ใต้กฎหมายสำคัญกว่าลงโทษจากการละเมิดในอดีต นิรโทษกรรมหลังสงครามช่วยยุติความขัดแย้ง ขณะที่กฎหมายต่อต้านกบฏ การปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจปกครอง ฯลฯ ยังคงไว้เพื่อขัดขวางผู้ทรยศในอนาคตระหว่างความขัดแย้งในอนาคต แต่นิรโทษกรรมสร้างสำนึกให้อภัยผู้ละเมิดในอดีต หลังข้าศึกไม่หลงเหลือแล้วซึ่งได้ดึงดูดการสนับสนุนของพวกเขา แต่อีกจำนวนมากยังหลบหนีจากทางการ ข้อดีของการใช้นิรโทษกรรมยังอาจรวมการหลีกเลี่ยงการฟ้องคดีอาญาราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้ละเมิดจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง กระตุ้นให้ผู้ที่หลบหนีทางการกลับมาปรากฏตัว และกระตุ้นการปรองดองระหว่างผู้ละเมิดกับสังคม

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

Rue de Siam

" Rappelle-toi Barbara
Il pleuvait sans cesse sur Brest ce jour-là
Et tu marchais souriante
Epanouie ravie ruisselante
Sous la pluie
Rappelle-toi Barbara
Il pleuvait sans cesse sur Brest
Et je t'ai croisée rue de Siam… "
Jacques PREVERT " Barbara "
Rue de Siam, célébrée par Prévert, chère au cœur des marins qui l'arpentent, fringants dans leur uniforme, gantés, la tête haute…

Mais d'où peut-il bien lui venir, ce nom de Siam à la résonance asiatique, elle qui touche l'extrémité de la Bretagne ? Je vais vous en conter l'histoire.

Le 18 juin 1686, les vaisseaux " l'Oiseau " et " la Maligne " amènent à Brest trois ambassadeurs du roi de Siam, accompagnés de six mandarins et d'une nombreuse suite. Les ambassadeurs apportent à Louis XIV de somptueux présents ainsi qu'une lettre du roi de Siam.

Louis XIV, qui voulait, en les faisant venir à Paris par terre, rendre plus fastueuse et plus éclatante la mission dont ils étaient chargés, avait envoyé, pour les accompagner, deux gentilshommes de sa chambre. Partout où ils passèrent, les villes ouvraient leurs portes avec un pompeux empressement, partout la foule se pressait pour les voir.

Cet événement émerveilla à ce point les Brestois qu'ils débaptisèrent la rue Saint-Pierre qu'empruntèrent les ambassadeurs pour se rendre à l'hôtel du même nom (l'ancienne Préfecture maritime), lui donnant le nom de RUE DE SIAM qu'elle a conservé depuis lors.

Phrasal verbs

Phrasal verbs หรือ two-word verbs นิยมใช้กันมากในภาษาอังกฤษ ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน  โครงสร้างของ Phrasal verbs ประกอบด้วยสองส่วน คือ คำกริยาและส่วนประกอบ
verb +  preposition  or  particle
put + out   =  put out  (to extinguish)
          เมื่อใช้ในรูปประโยคและมีกรรม  ถ้ากรรมนั้นเป็นสรรพนามจะวางอยู่ระหว่าง verb  กับ  particle ตัวอย่างเช่น
          Yesterday a fire broke out at the new market.  The firemen were able to put it out.   
            เมื่อวานนี้เกิดไฟไหม้ที่ตลาดใหม่  พนักงานดับเพลิงดับได้ทัน
         
            ถ้ากรรมนั้นเป็นคำนามจะวางไว้หลัง preposition
            The firemen were able to put out the fire at the new market.

            หรือวางไว้ระหว่าง  verb + particle ก็ได้
            The firemen were able to put the fire out at the new market.
            พนักงานดับเพลิงดับไฟที่ตลาดใหม่ได้

          สิ่งที่เป็นปัญหาในการแปล คือ เมื่อคำกริยาและส่วนประกอบมารวมกันเป็น Phrasal verbs แล้ว จะทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะไม่มีเค้าความหมายของ   คำกริยาเดิมเลย การเรียนรู้คำเหล่านี้จึงนับว่ามีประโยชน์มากในการแปล อันที่จริงแล้ว Phrasal verbs มีอยู่มากมาย ส่วนที่นำมาไว้ในบทเรียนนี้เป็นเพียงส่วนน้อยโดยคัดเลือกมาจากคำที่ใช้อยู่บ่อย ๆ

 วิธีแปล 
          อ่านประโยคหรือข้อความให้เข้าใจโดยพิจารณาจากปริบทดูว่า Phrasal verbs นั้น ใช้ในความหมายใด อาจใช้พจนานุกรมช่วยในการค้นหาความหมาย พจนานุกรมที่เกี่ยวกับPhrasal verbs โดยเฉพาะ มีหลายเล่ม เช่น  
          ·  NTC’s Basic Phrasal Verbs. Lincolnwood, Illinois: National Textbook,
1996.
·  Longman Dictionary of Phrasal Verbs. Harlow, Essex: Longman, 1983.

พจนานุกรมทั่ว ๆ ไป บางเล่ม  ก็มีอธิบายเกี่ยวกับ  Phrasal verbs เช่น
·  The Oxford English Dictionary.  2nd ed. Oxford: Clarendon Press, 1989.
· Longman Dictionary of Contemporary English. 3rd ed. Harlow, Essex: Longman, 1995.
·   Collins Cobuild.  London and Glasgow: Collins Publishers, 1990.

ตัวอย่าง  Phrasal verbs
1.  break down
1.1      stop functioning
This machine will break down if you don’t take care of it.
เครื่องยนต์จะพังถ้าคุณไม่เอาใจใส่มัน
1.2     lose control of one’s emotions
She broke down when she heard of her friend’s accident.
          เธอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เมื่อได้ยินข่าวอุบัติเหตุของเพื่อน
1.3     to break something down (trans v.)
The survey breaks down the population of Thailand region by region.
การสำรวจประชากรของประเทศไทยแบ่งไปตามภาค

2. bring down
2.1      to cause to fall or come down
After much hard bargaining, he brought the price down to 300 baht for the dress.
หลังจากต่อรองกันอย่างหนัก เขาต่อราคาเสื้อชุดลงมาเหลือ  300 บาท
2.2     cause to be defeated, defeat
This scandal could well bring the government down.
เรื่องอื้อฉาวนี้สามารถทำให้รัฐบาลพ่ายแพ้ได้ทีเดียว

3. bring forward
3.1     propose or to show or produce for examination
She brought forward a new proposal to her thesis adviser.
เธอเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ใหม่แก่อาจารย์ที่ปรึกษา
3.2     to  bring (something in the future) nearer to the present time
The head of the department has brought the meeting forward to next Monday.
หัวหน้าภาคเลื่อนการประชุมเข้ามาเป็นวันจันทร์หน้า

4. brush aside  =  to  disregard
The official brushed aside the witness’s protest.
เจ้าหน้าที่ไม่นำพาคำประท้วงของพยาน

5. brush up  =  to  improve
He wants to brush up his knowledge of French before he goes to Paris.
เขาต้องการฟื้นฟูความรู้ภาษาฝรั่งเศสก่อนที่จะไปปารีส
   
6.  build on
6.1      to make as an additional building
This part of the house was built on later.
ส่วนนี้ของบ้านต่อเติมขึ้นใหม่
6.2     to use as a base for further development
In the new job, he will be able to build on his previous experience in marketing.
 เขาสามารถผนวกประสบการณ์เดิมด้านการตลาดเข้ากับงานใหม่ได้

7.  build up  = to increase, develop or become gradually larger
He has built up a good family business over the year. (trans v.)
เขาค่อย ๆ เสริมสร้างธุรกิจที่ดีของครอบครัวมานานหลายปี
His anger built up until he finally exploded. (intrans.v.)
ความโกรธของเขาเพิ่มมากขึ้นจนระเบิดออกมาในที่สุด

8.  cheer up (for a sad person) =  to be happy
After a while, she began to cheer up. (intrans.v.)
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วขณะ  เธอก็เริ่มมีอาการร่าเริงขึ้น
She took flowers and chocolate to the hospital to cheer her friend up.
(trans.v.)
เธอนำดอกไม้และชอกโกแล็ตไปปลอบใจเพื่อนที่โรงพยาบาล  

9.    clamp down = to stop  or to control
The principal has got to clamp down on gambling in the school.
ครูใหญ่เข้าจัดการขั้นเด็ดขาดเกี่ยวกับการเล่นการพนันในโรงเรียน  

10.   clear up
10.1   to improve
After the whole day of raining, the weather cleared up.
หลังจากที่ฝนตกตลอดวัน  อากาศก็แจ่มใสขึ้น
10.2   to solve
The manager hopes to clear up the company’s problem quickly.
ผู้จัดการหวังที่จะแก้ปัญหาของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว

11.  come apart  =  to disintegrate
I picked up the old book and it just came apart in my hands.
ฉันหยิบหนังสือเก่าขึ้นมาและมันก็หลุดกระจายคามือ

12.  come down  =  to drop, to fall
When the inflation starts to come down, the stock market will improve.
เมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลง   ตลาดหุ้นก็ปรับตัวดีขึ้น

13. cover up  =  to cover completely / to prevent from being noticed or becoming publicly known 
They covered up the scandal so nobody knew.
พวกเขาปกปิดเรื่องอื้อฉาว  ดังนั้น  จึงไม่มีใครล่วงรู้
She felt asleep on the sofa so I covered her up with a blanket.
เธอนอนหลับไปบนโซฟาฉันจึงห่มผ้าห่มให้เธอ

14.         crack down  =  to enforce the rules or laws against
The Prime Minister is determined to crack down on corruption.
นายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง
15.         cut back  =  to reduce by cutting
Her husband cut back the amount of money that he used to give her.
สามีของเธอตัดเงินจำนวนที่เขาเคยให้เธอ
16.         fade away  =   to disappear gradually
In the evening, I like to watch the sunlight fade away.
ในตอนเย็น ฉันชอบมองดูแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ เลือนหายไป

17.         fall back  =   to move  or turn back 
The crowd fell back to let the policemen through.
ฝูงชนถอยหลีกทางให้ตำรวจเข้ามา

18.  fill in
18.1    to complete
He wants somebody to help him fill in the application form.
เขาต้องการให้ใครสักคนช่วยกรอกใบสมัครให้
18.2   to substitute
If you don’t come, we’ll find someone to fill in for you.
ถ้าคุณมาไม่ได้เราจะหาคนมาแทนคุณ

19.    find out  =  to discover or to learn (a fact that was hidden)
          She looked in the closet in order to find out his secrets.
          เธอมองหาในตู้เสื้อผ้าเพื่อค้นหาความลับของเขา

20.  fit in
20.1   to match or to agree
His ideas did not quite fit in with our plan.
ความคิดของเขาไม่เข้ากันกับแผนการของเรา
20.2    to harmonize
The house fits in beautifully with its surroundings.
บ้านเข้ากับสถานที่แวดล้อมอย่างสวยงาม
21. give out
21.1   to distribute
We plan to go to the orphanage to give out the money to the children.
เราวางแผนที่จะไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อบริจาคเงินให้เด็ก ๆ

21.2    to stop functioning
My old car’s engine gave out when I tried to drive it.
เครื่องยนต์รถเก่าของฉันพังเมื่อฉันพยายามจะขับมัน

22.  give up
22.1   to stop doing something
He tried to give up smoking since it can cause lung cancer.
เขาพยายามเลิกสูบบุหรี่เพราะบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด
22.2   to admit defeat
I finally gave up gave up trying to use a computer.
ในที่สุดฉันก็ล้มเลิกความพยายามที่จะใช้คอมพิวเตอร์

23. go down
23.1   to become lower
The value of money has gone down every year, while the price of goods has risen.
ค่าของเงินลดต่ำลงทุกปีในขณะที่ราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้น
23.2    to sink or to disappear from sight
Three ships disappeared and we believed that they went down in the storm.
เรือสามลำหายไปและเราเชื่อว่ามันจมหายไปในพายุ

24. go over
24.1   to examine or consider carefully
We went over the accounts very thoroughly but couldn’t find any mistakes.
เราตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียดละออแต่หาที่ผิดไม่พบ 
24.2   to repeat
I asked the boy to go over his story again.
ฉันขอให้เด็กผู้ชายเล่าเรื่องซ้ำใหม่

25. keep up
25.1    to maintain or to continue
Thai children abroad are taught to keep up Thai traditions.
เด็กไทยในต่างประเทศได้รับการสั่งสอนให้รักษาประเพณีไทย
25.2    to look after and keep in good condition
He spent a lot of money to keep up his castle.
         เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อดูแลปราสาทของเขา
25.3   prevent from going to bed
I hope our partly next door didn’t keep you up all night.
ฉันหวังว่างานเลี้ยงของเราไม่ทำให้คุณตื่นตลอดทั้งคืน
25.4    remain level
Slow down. I can’t keep up with you.
ช้า ๆ หน่อย ฉันตามเธอไม่ทัน

26. look up  =  to seek, to search for, to look for
I will look up her number in the telephone directory.
ฉันจะค้นเบอร์โทรศัพท์ของเธอในสมุดโทรศัพท์

27.  make out
27.1    to write in complete form
I always make out my shopping list so that I will not forget anything.
ฉันมักจะจดรายการซื้อของเพื่อจะได้ไม่ลืมอะไร
27.2    to see, hear or understand with difficulty 
She tried to make out his handwriting when she proofread his article.
          เธอพยายามอ่านลายมือของเขาเมื่อเธออ่านตรวจทานบทความ

28. make up
28.1    to invent (a story, an  excuse, an explanation)
He is very good at making up excuses.
เขาช่างเก่งในการหาข้อแก้ตัว
28.2    to put on cosmetics 
She never goes out without making herself up first.
เธอไม่เคยออกไปโดยไม่ได้แต่งหน้าก่อน
28.3   member or parts 
Women officers make up 13% of the police force.
ตำรวจหญิงคิดเป็น 13% ของตำรวจทั้งหมด

29. pick up
29.1   to lift up
I picked up a magazine that was lying on the floor.
ฉันหยิบนิตยสารที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา
29.2    to collect 
Please pick up all toys when you have finished playing.
ช่วยเก็บของเล่นทุกอย่างด้วยเมื่อเธอเล่นเสร็จแล้ว
29.3    to arrange to get 
Can you pick the kids up from school this afternoon?
คุณช่วยไปรับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนตอนบ่ายได้ไหม

30.  sell out
30.1    to sell all of
The tickets of this match were sold out.
ตั๋วการแข่งขันนัดนี้ขายหมดเกลี้ยง
30.2    to betray or surrender 
He has sold out to the opposite party.
เขาทรยศไปเข้ากับฝ่ายตรงข้าม